อานิสงส์ ของการสวดบทมหาเมตตาใหญ่

อานิสงส์ ของการสวดบทมหาเมตตาใหญ่

 

 อานิสงส์ ของการสวดมนต์เมตตาใหญ่ การสวดมนต์นี้มีอานิสงส์มากผู้ใดสวดทุกคืนก่อนนอนแล้วจะเกิดมงคลกับทุกคนใน บ้านนั้น ศัตรูจะแพ้ภัย จะมีแต่เมตตาธรรมทำให้คนร้ายกลายเป็นคนดีได้ บุตรธิดาจะมีแต่เมตตากัน จิตใจย่อมเป็นกุศลตลอดกาล อยู่เย็นเป็นสุขตลอดกาล ไม่มีอบายภูมิแน่นอน คิดอะไรสมความปราถนาทุกประการ

 

ที่มา https://rulesofkarma.wordpress.com/๑-สวดพระพุืทธคุณเท่าอาย/๖-อานิสงส์-ของการสวดบทม/

 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเมฯ

ตัตตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะวะโต ปัจจัสโสสุงฯ

ภะคะวา เอตะทะโวจะ เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเส วิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ

วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาฯ กะตะเม เอกาทะสะ

(๑) สุขัง สุปะติ (๒) สุขัง ปะฏิพุชฌะติ (๓) นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ (๔) มะนุสสานัง ปิโย โหติ (๕) อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ (๖) เทวะตา รักขันติ (๗) นาสสะ อัคคิ วาวิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ (๘) ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ (๙) มุขะวัณโณ (๑๐) อะสัมมุฬฬะโห กาลัง กะโรติ (๑๑) อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พรหมมะโลกูปะโค โหติฯ

เมตตายะภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏิฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ อิเม เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาฯ

อัตถิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

อัตถิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

อัตถิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

กะตีหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ?

กะตีหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ?

กะตีหาการเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ?

ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุติฯ

สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณาเมตตาเจโตวิมุตติฯ

กะตะเมหิ ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณาเมตตาเจโตวิมุตติ?

(๑) สัพเพ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปาณา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติ

อิเมหิ ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณาเมตตาเจโตวิมุตติฯ

กะตะเมหิ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณาเมตตาเจโตวิมุตติฯ

(๑) สัพพา อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตูติ

อิเมหิ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณาเมตตาเจโตวิมุตติฯ

กะตะเมหิ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณาเมตตาเจโตวิมุตติ?

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะสัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพอุตตะรายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะอะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขะณายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะสัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพปุรัตถิยายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปาณาอะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขินายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพอุปะริมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพทักขิณายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ภูตาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะอะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะอะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะอะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะอัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะอะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะอะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะอัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพพา ปุรัตถิมายะทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพพา ปัจฉิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพพา อุตตะรายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆาสุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพพา ทักขิณายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวราอัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพพา ปุรัตถิมายะอะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพพา ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌาอานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพพา อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อิตถิโยอะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพพา ทักขิณายะอะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพพา เหฏฐิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพพา อุปะริมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวราอัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะอะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตารายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ปุริสาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อะริยาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อะริยาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะอะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะอะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อะนะริยาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะอะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพปัจฉิมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ เทวา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะอะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆาสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะเทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพอุปะริมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ มะนุสสาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพ อุตตะรายะทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ มะนุสสาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะอะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ มะนุสสาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวราอัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะวินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๓) สัพเพอุตตะรายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะวินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๖) สัพเพปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะวินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๙) สัพเพเหฏฐิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานังปะริหะรันตุฯ

(๑๑) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌาอะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติฯ

อิเมหิ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณาเมตตาเจโตวิมุตติ

สัพเพสัง สัตตานัง ปีฬะนัง วัชเชตวา

อะปีฬานะยะอุปะฆาตัง วัชเชตวา

อะนุปิฆาเตนะ สันตาปัง วัชเชตวา

อะสันตาเปนะปะริยาทานัง วัชเชตวา

อะปะริยาทาเนนะ วิเหสัง วัชเชตวา

อะวิเหสายะสัพเพ สัตตา อะเวริโน โหนตุ มา เวริโน สุขิโน โหนตุ มา ทุกขิโน สุขิตัตตา โหนตุมา

ทุกขิตตาติ อิเมหิ อัฏฐะหากาเรหิ สัพเพ สัตตา เมตตายะตีติ เมตตา ตังธัมมัง เจตะยะตีติ

เจโต สัพพะพะยาปะทะปะริยุฏฐาเนหิ มุจจะตีติ เมตตา จะเจโตวิมุตติ จาติ เมตตาเจโตวิมุตติฯ
เมตตา พรหมมะวิหาระภาวะนานิฏฐิตา.

มหาเมตตาใหญ่แปล

ข้าพเจ้า ได้ฟังมาอย่างนี้ว่า ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ซึ่งเป็นอารามของท่านอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี ใกล้เมืองสาวัตถีฯ ณ โอกาสนั้นและรพผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายฯ พระภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ได้ตอบรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญฯ พระผู้มีพระภาคได้ประทาน

พระดำรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย (คนผู้เจริญเมตตาภาวนาเป็นประจำ) หวังได้แน่นอน (ที่จะรับ) อานิสงส์ ๑๑ ประการ ของเมตตาเจโตวิมุติ ที่ตนต้องเสพ (ทำให้ชำนาญ) แล้ว ทำให้เจริญขึ้นแล้ว ทำให้มากแล้ว สั่งสม (ด้วยวสี ๕ ประการ) ดีแล้ว ทำให้บังเกิดขึ้นด้วยดีแล้วฯ อานิสงส์ ๑๑ ประการ (ของเมตตาเจโตวิมุติ) คืออะไรบ้าง?

(อานิสงส์ ๑๑ประการ ของเมตตาเจโตวิมุติ คือ)

(๑) นอนหลับเป็นสุข

(๒) ตื่นเป็นสุข

(๓) ไม่ฝันร้าย

(๔) เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

(๕) เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย

(๖) เทวดาทั้งหลายเฝ้ารักษา

(๗) ไฟ ยาพิษ หรือ ศัสตรา ไม่กล้ำกราย (ในตัว) ของเขา

(๘) จิตเป็นสมาธิเร็ว

(๙) ผิวหน้าผ่องใส

(๑๐) ไม่หลงตาย

(๑๑) ยังไม่บรรลุคุณธรรมเบื้องสูง ก็จะบังเกิดในพรหมโลก ดู ก่อน ภิกษุทั้งหลาย คนผู้เจริญเมตตาภาวนาเป็นประจำ หวังได้แน่นอนที่จะได้รับ อานิสงส์ ๑๑ ประการของเมตตาเจโตวิมุติ ที่ตนส้องเสพ ทำให้ชำนาญ แล้วทำให้เจริญขึ้นแล้ว ทำให้มากแล้ว สั่งสม ด้วยวสี ๕ ประการดีแล้ว ทำให้บังเกิดขึ้นด้วยดีแล้วฯ

เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปไม่เจาะจง (บุคคล) มีอยู่

เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปเจาะจง บุคคล มีอยู่

เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปในทิศที่มีอยู่ฯ

เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจง (บุคคล) มีกี่อย่าง?

เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปโดยเจาะจง (บุคคล) มีกี่อย่าง?

เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปในทิศ มีกี่อย่าง?

เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปไม่เจาะจง (บุคคล) มี ๕ อย่าง

เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยเจาะจง (บุคคล) มี ๗ อย่าง

เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปในทิศมี ๑๐ อย่างฯ

เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปไม่เจาะจง (บุคคล) ๕ อย่างมีอะไรบ้าง?

เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปไม่เจาะจง (บุคคล) ๕ อย่าง คือ

(๑) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ

(๒) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ

(๔) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ

(๕) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ

เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยเจาะจง (บุคคล) ๗ อย่าง มีอะไรบ้าง? (เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยเจาะจง (บุคคล) ๗ อย่าง คือ)

(๑) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปในทิศ ๑๐ อย่าง มีอะไรบ้าง? (เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปในทิศ ๑๐ อย่าง คือ)

ประเภทที่ ๑

(๑) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๒

(๑) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๓

(๑) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๔

(๑) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๕

(๑) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๖

(๑) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๗

(๑) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๘

(๑) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๙

(๑) ขอปุถุชนขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๑๐

(๑) ขอเทวดาขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอผู้มีเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๑๑

(๑) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

ประเภทที่ ๑๒

(๑) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๒) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๓) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๔) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๕) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๖) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๗) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๘) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๙) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(๑๐) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงด้วยอาการ ๘ นี้ คือ

ด้วยการเว้นการบีบคั้น ไม่บีบคั้นสัตว์ทั้งปวง ๑

ด้วยการเว้นการฆ่า ไม่ฆ่าสัตว์ทั้งปวง ๑

ด้วยการเว้นการทำให้เดือดร้อน ไม่ทำสัตว์ทั้งปวงให้เดือดร้อน ๑

ด้วยการเว้นการย่ำยี ไม่ย่ำยีสัตว์ทั้งปวง ๑

ด้วยการเว้นการเบียดเบียน ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ๑

ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่าได้มีเวร ๑

จงเป็นผู้มีสุข อย่ามีทุกข์ ๑

จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์ ๑

จิต ชื่อว่า เมตตา เพราะรัก ชื่อว่า เจโต เพราะคิดถึง ธรรมนั้น ชื่อ วิมุติ เพราะพ้นจากพยาบาท และ ปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วย เป็นเจโตวิมุติด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมตตาเจโตวิมุติฯ

อานิสงค์การสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ”

๒๔/๑๘ อานิสงค์การสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ”

ที่มา : https://rulesofkarma.wordpress.com/๒๔๙-ปาฏิหาริย์และพระคุณ/๒๔๑๘-อานิสงค์การสวดมนต์/

 

จุฑามาศ จิเจริญ

 

 ผู้เขียนเป็นคนฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร มีความผูกพันใกล้ชิดกับวัดมาตั้งแต่จำความได้ เพราะบ้านที่พักอาศัยอยู่รายล้อมไปด้วยวัดต่างๆ ทั้งเหนือใต้ออกตก เช่น วัดโพธินิมิต(วัดโพธิ์) วัดราชคฤห์(วัดมอญ) วัดอินทาราม(วัดใต้) วัดกระจับพินิจ(วัดกระจับ) วัดกันตยาราม(วัดใหม่จีนกัน) ฯลฯ ดังนั้นการได้เห็นได้สัมผัสและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะพ่อแม่ของผู้เขียนจะนิมนต์พระมารับบิณฑบาทที่บ้านเป็นประจำทุกเช้า เมื่อถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา พ่อแม่จะชักชวนลูกๆหลานๆไปใส่บาตรที่วัดใกล้บ้าน และเมื่อถึงวันเกิดพ่อในวันที่ ๒๗ ธันวาคมของทุกปี จะมีการนิมนต์พระมาทำบุญที่บ้าน นอกจากนั้น ไม่ว่าจะดึกดื่นค่อนคืนขนาดไหน แม่จะต้องสวดมนต์ก่อนเข้านอนที่หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระ ทุกคืนไม่เคยขาด

 หากผู้เขียนกลับจากโรงเรียนช่วงบ่ายๆจะพบว่าแม่กำลังเปิดวิทยุฟังรายการธรรมะอยู่บ่อยๆ ผู้เขียนจึงพลอยได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับนรกสวรรค์ และการเวียนว่ายตายเกิดอยู่เป็นประจำอย่างไม่ได้ตั้งใจ เป็นการฟังแบบผ่านๆ เมื่อพ่อไปงานฌาปนกิจศพ พ่อจะได้รับแจกหนังสือที่ระลึกกลับมา และจะนำมาวางไว้บนชั้นหนังสือ ซึ่งผู้เขียนมักจะมีโอกาสได้อ่านเรื่องกฎแห่งกรรมของท.เลียงสมบูรณ์ ที่อยู่ในหนังสือที่ระลึกงานศพ ทั้งๆที่สมัยเด็กๆผู้เขียนกลัวผีที่สุดในชีวิต กลัวแบบไม่มีเหตุผล รู้แต่ว่ากลัว กลัวถึงขนาดตอนพ่อของผู้เขียนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (โรงพยาบาลทหารเรือ) เมื่อปี ๒๕๓๔ ผู้เขียนไม่สามารถอยู่ที่บ้านของตนเองได้ ต้องไปนอนบ้านเพื่อน กลัวถึงขนาดที่รู้สึกว่าเวลาอาบน้ำต้องเข้าไปในห้องน้ำซึ่งมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลื่ยมผืนผ้ายาวๆคล้ายโลงศพ ทำให้กลัว ต้องให้เพื่อนมายืนคุยด้วยที่หน้าห้องน้ำจนกว่าจะอาบน้ำเสร็จ แต่ถึงอย่างไรผู้เขียนก็ยังชื่นชอบที่จะอ่านเรื่องราวที่ปรากฏในหนังสือที่ระลึกงานศพ ซึ่งมีการเขียนไว้อาลัยถึงคุณงามความดีของผู้วายชนม์ มีงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรมของ ท. เลียงพิบูลย์ งานเขียนเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์ ตายแล้วฟื้น อยู่ดี

 การได้เข้าไปสัมผัสกลิ่นไอของธรรมะในวัยเยาว์ของผู้เขียน เป็นการเข้าไปสัมผัสแบบมิได้รู้ตัวมิได้ตั้งใจมิได้เกิดจากความต้องการของตัวเอง แต่เกิดจากบุคคลรอบตัวเป็นผู้นำพา ต่อมาในช่วงวัยรุ่นของผู้เขียน การได้เข้าไปสัมผัสกลิ่นไอของธรรมะ เปลี่ยนจากความไม่รู้เนื้อรู้ตัว มาเป็นความตั้งใจที่เกิดจากการชักชวน เชิญชวน แนะนำ ของบุคคลในครอบครัว และของบุคคลอื่นที่อยู่รอบตัว มีเพียงความสุขและความสนุกสนานในเบื้องหน้าเป็นแรงจูงใจ เมื่อล่วงเข้าสู่วัยทำงานของผู้เขียน การได้เข้าไปสัมผัสกลิ่นไอของธรรมะในวัยนี้ เป็นการตั้งใจอย่างที่สุด หวังเพียงเพื่อพบกับความสบายใจ เพื่อพบกับที่พึ่งทางใจ เพื่อพบกับคำตอบในการดำรงตนและการวางตนที่ดี ที่ถูกต้องเหมาะสม

 การเข้าวัดถือศีลปฏิบัติธรรมนั้น ผู้เขียนเคยไปสัมผัสมาหลายวัด ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยในช่วงต้นๆดำเนินไปแบบผิวเผิน ไม่ลึกซึ้ง เพราะขณะนั้นความทุกข์ที่ถูกส่งผ่านเข้ามาในชีวิตยังไม่ถึงที่สุด จิตใจยังสามารถบริหารจัดการความทุกข์ แบกรับความทุกข์ และปล่อยวางความทุกข์ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิตได้เป็นระยะๆ ทำให้ไม่มีความทุกข์ติดค้างภายในใจมากเกินไปนัก

 แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความเข้มแข็งของจิตใจในการบริหารจัดการความทุกข์กลับลดลง พื้นที่ในการจัดวางความสุขภายในจิตใจถูกจำกัด ด้วยความทุกข์มากมายหลากหลายรูปแบบ ซึ่งได้เข้ามาจับจองพื้นที่ไว้ก่อนหน้านี้ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ในการจัดวางความรู้สึกใดๆลงไปได้อีก ที่สำคัญความทุกข์ที่อัดแน่นอยู่ภายในจิตใจนั้น กลับไม่ได้รับการละวางและปล่อยวางจากผู้เป็นเจ้าของความทุกข์แต่อย่างใด

 เมื่อถึงทางตันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสวงหาที่พึ่งใหม่ๆ จนทำให้ในราวปลายปี ๒๕๔๙ ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง ปรากฏชื่อที่หน้าปกว่าอานิสงส์ของการสวดพระพุทธคุณ และบทสวดมนต์ถวายพรพระ ของพระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะที่บ้านของน้องคนหนึ่งในจังหวัดเลย

 ผู้เขียนได้อ่านเนื้อหาภายในหนังสืออย่างละเอียดเป็นครั้งแรก และได้พบกับเรื่องราวดีๆในหนังสือเล่มนั้น ที่มีการยกตัวอย่างของผู้ประสบความทุกข์ และวิธีการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมก่อเกิดเป็นกำลังใจขึ้นมา ผู้เขียนจึงเริ่มสวดมนต์ตามคำแนะนำของหลวงพ่อจรัญฯ ที่ปรากฏในหนังสือเล่มนั้น คือสวดตั้งแต่บทกราบพระ (อะระหังฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ) / สวดบทอิติปิโสฯ / สวดพาหุงมหากาฯ / สวดอิติปิโส เท่าอายุบวกหนึ่ง / แผ่เมตตา / แผ่ส่วนกุศล เสร็จแล้วจึงอธิษฐานจิตตามสิ่งที่ตนเองปรารถนา จากนั้นจึงปิดท้ายการสวดมนต์ด้วยพระคาถาชินบัญชร ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตเรียกการสวดมนต์ตามขั้นตอนต่างๆที่หลวงพ่อจรัญฯ แนะนำ ว่า การสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญฯ”

 ในช่วงแรกที่เริ่มสวดมนต์ตาม “สูตรหลวงพ่อจรัญฯ” ผู้เขียนเปิดหนังสือแล้วอ่านตามตัวอักษร ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงจึงจะสวดจบครบสูตร โดยเฉพาะบทพาหุงมหากาฯ นั้น เคยท่องได้แต่เฉพาะบทแรกเพียงบทเดียวในสมัยเด็กๆ เพราะสวดมนต์เป็นประจำที่โรงเรียน ส่วนบทต่อๆไปที่ขึ้นต้นด้วย มาราติเรฯ- ทุคคาฯ อาจเคยได้ยินแว่วๆเวลาไปวัด แต่ไม่ใส่ใจ จึงไม่คุ้นหู และจำไม่ได้ในที่สุด ดังนั้นผู้เขียนจึงลงมือใช้ดินสอขีดเครื่องหมายแบ่งวรรคตอนลงในหนังสือเล่มนั้น โดยอาศัยบทพาหุงฯ บทแรกเป็นต้นแบบ ซึ่งหลังจากแบ่งวรรคตอนเรียบร้อยแล้ว จึงนำมาลองท่องดู ปรากฏว่าใช้ได้เลยทีเดียว พอมาถึงท่อนที่ขึ้นต้นว่า เอตาปิฯ เป็นต้นไป ผู้เขียนยิ่งไม่เคยได้ยินเลย ไม่มีต้นแบบว่าควรจะแบ่งวรรคตอนในการท่องจำอย่างไร จึงตัดสินใจแบ่งวรรคตอนเอาเอง โดยยึดความคล่องปากในการท่องจำเป็นหลัก

 จากนั้นผู้เขียนจึงท่องจำบทสวดมนต์ตามที่ได้แบ่งวรรคตอนเอาไว้แบบนี้ทุกวัน แบบนกแก้วนกขุนทอง ติดต่อกันประมาณ 2 เดือน จึงคิดต่อไปถ้าสามารถท่องจำบทสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ” นี้ได้โดยไม่เปิดหนังสือดูเลยน่าจะดี เพราะจะได้พนมมือไหว้พระอย่างเดียว ไม่ต้องถือหนังสือสวดมนต์ให้เมื่อย ถ้าอยากสัมผัสกับบรรยากาศที่เงียบสงบมากขึ้นก็สามารถปิดไฟสวดมนต์ได้ หากต้องไปค้างแรมที่อื่นแต่ลืมหยิบหนังสือสวดมนต์ไปด้วย ก็สามารถสวดมนต์ได้โดยไม่มีอุปสรรค ส่งผลให้การสวดมนต์สามารถกระทำได้ทุกเวลาทุกสถานที่ และมั่นใจว่าจะใช้เวลาในการสวดมนต์น้อยลง จึงเริ่มต้นตั้งใจที่จะสวดมนต์โดยไม่เปิดหนังสือตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 สำหรับบทสวดอรหังฯและบทสวดอิติปิโสฯนั้นผู้เขียนสวดได้อยุ่แล้ว เพราะสวดมาตั้งแต่เด็กๆสมัยเรียนหนังสือ ดังนั้นผู้เขียนจึงเริ่มต้นท่องจำที่บทสวดพาหุงมหากาฯ เป็นอันดับแรก ท่องไปท่องมา จำได้บ้างลืมบ้าง ต้องเปิดหนังสือดูบ้าง

 ต่อมาในปี ๒๕๕๒ แม่ของผู้เขียนซึ่งขณะนั้นมีอายุกว่า ๘๐ ปี มาพักอยู่ที่บ้านที่จังหวัดเลยด้วยระยะหนึ่ง พอมีโอกาสจึงคุยกับแม่ว่า ผู้เขียนกำลังจะท่องบทสวดพาหุงมหากาฯ อยู่ แต่ยังจำได้ไม่หมดเสียที ได้บทโน้นลืมบทนี้ แม่บอกว่าพาหุง ๘ บทน่ะหรือ แม่ท่องได้ แล้วแม่ก็ท่องให้ฟัง แต่คำที่สะดุดหูผู้เขียนมากที่สุดคือ “พาหุง ๘ บท” ผู้เขียนจึงนำหนังสือสวดมนต์มาเปิดดูแล้วนับตาม พอว่ามี ๘ บทจริงๆแต่ละบทมีคำซ้ำกันค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงคิดว่า ถ้าจำบทสวดท่อนต้นๆได้จะสามารถท่องทั้งหมดได้เร็วขึ้น จึงนำปากกามาจดบทสวดที่ไม่ซ้ำลงในกระดาษ
บทที่ ๑ พาหุงฯ บทที่ ๒ มาราฯ บทที่ ๓ นาฬาฯ บทที่ ๔ อุกขิตฯ บทที่ ๕ กัตตะฯ บทที่ ๖ สัจจังฯ บทที่ ๗ นันโท บทที่ ๘ ทุคคาฯ

 จากนั้นจึงนำกระดาษแผ่นเล็กๆแผ่นนั้นติดตัวตลอดเวลา เมื่อใดที่ทบทวนบทสวดมนต์แล้วนึกไม่ออกหรือติดขัด ผู้เขียนจะหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดูทันที ส่วนวิธีท่องจำของผู้เขียนคือ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ และบทที่ ๒ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ และ ๒ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๓ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๓ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๔ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๔ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๕ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๕ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๖ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๖ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๗ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๗ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๘

 ผู้เขียนใช้เวลาไม่นานก็สามารถท่องจำบทพาหุงฯ ๘ บทได้ ส่วนบทสวดตั้งแต่คำว่า เอตาปิ ถึง ปะทักขิเณ นั้น ทุกวันนี้ผู้เขียนยังไม่รู้ตัวเลยว่าจำได้อย่างไร เพราะไม่มีหลักในการท่องจำ ไม่มีคำสัมผัส ไม่มีคำซ้ำๆจึงอาศัยท่องแบบนกแก้วนกขุนทองไปทุกวันๆ จึงคล่องปากและจำได้เอง และเมื่อถึงบทสวดที่ขึ้นต้นด้วย ภะวะตุ ถึง สัพพะสังฆานุภาเรนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ผู้เขียนก็ใช้หลักการท่องจำแบบเดียวกับ “พาหุงฯ ๘ บท”

 ส่วนพระคาถาชินบัญชรนั้น จริงๆแล้วผู้เขียนตั้งใจจะสวดมาให้ได้ตั้งนานแล้ว โดยเริ่มสวดมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ แต่กว่าจะมาสวดจนคล่องปากและจำได้โดยไม่ต้องเปิดหนังสือก็ล่วงเข้าไปถึงปี ๒๕๕๐ ใช้เวลาถึง ๑๓ ปี คงจะเป็นเพราะ “เมื่อไม่เห็นทุกข์จึงไม่เห็นกรรม” นั่นเอง

 หลังจากท่องจำบทสวดมนต์ได้แล้ว ทำให้การสวดมนต์ตาม “สูตรหลวงพ่อจรัญฯ”ของผู้เขียนใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จากเดิมที่เคยใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง

 ในช่วงวันที่ ๓-๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปถือศีลปฏิบัติธรรมอย่างเต็มรูปแบบในหลักสูตร ๗ วัน ที่วัดอัมพวัน เป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้สวดมนต์ตามสูตร “หลวงพ่อจรัญ”มาก่อนหน้านี้เกือบสองปี

 ผู้เขียนไปถึงวัดในวันโกน (ก่อนวันพระ ๑ วัน) ตามระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมของวัดอัมพวันที่กำหนดไว้ว่า ผู้ประสงค์อยู่ปฏิบัติธรรม ๗ วัน ให้ไปถึงวัดในวันโกน ก่อน ๑๖.๐๐ น. ผู้ประสงค์อยู่ปฏิบัติธรรม ๓วัน ให้ไปถึงวัดในวันศุกร์ ก่อน ๑๖.๐๐น. แต่สำหรับผู้ที่กำหนดช่วงเวลาให้ตรงตามระเบียบปฏิบัติไม่ได้จริงๆไปถึงวันไหนทางสำนักปฏิบัติธรรมฯก็จำเป็นต้องรับเข้าปฏิบัติธรรม เพราะเห็นว่าตั้งใจมาแล้ว แต่ก็จะถูกตำหนิ ว่าเป็นผู้ที่ไม่เคารพกฎระเบียบ

 ผู้ที่มุ่งมั่นตั้งใจมาเพื่อปฏิบัติธรรมจะต้องรู้จักข่มใจ และทำใจให้ยอมรับคำตำหนินั้นให้ได้ เพราะเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ และขอให้คิดเสียว่าคำตำหนิที่เราได้รับ ถือเป็นด่านแรกของการทดสอบจิตใจ ว่าเราจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาและยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น หรือเราจะเสียเวลาไปเปล่าๆ กับการดั้นด้นมาเพื่อหาคำตอบในแก่ชีวิต

 หากจิตใจเรายอมรับคำตำหนินั้นได้ นั่นแสดงว่าเราคือผู้ชนะที่มองเห็นชัยชนะตั้งแต่ก้าวแรก แต่หากเรารู้สึกโกรธ ไม่พอใจ หงุดหงิดใจ ไม่สบายใจ นั่นแสดงว่าเราคือผู้แพ้ที่มองเห็นความพ่ายแพ้ตั้งแต่ก้าวแรกเช่นเดียวกัน

 ในครั้งนั้นผู้เขียนพร้อมกับผู้ปฏิบัติธรรมท่านอื่นๆรวมกว่า ๑,๐๐๐ คน ได้รับกรรมฐาน ได้รับฟังคำชี้แนะแนวปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ จากหลวงพ่อจรัญฯ และเมื่อนึกถึงรูปแบบการปฏิบัติธรรมที่เคยลงมือปฏิบัติตามแนวทางของวัดต่างๆมาบ้างแล้ว และนำมาเปรียบเทียบกัน ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าแนวทางการปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ที่มีการสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธินี้ ถูกกับจริตของผู้เขียนที่สุด

 นอกจากนี้คุณแม่ชีที่สอนสวดมนต์และทำสมาธิได้กรุณาให้สติกับผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายว่า ผู้ประสงค์จะปฏิบัติธรรม อย่ามัวเสียเวลาไปกับการลองฝึกกับวัดโน้นทีวัดนี้ที สำนักโน้นทีสำนักนี้ที เพราะหากเห็นว่าแนวทางของที่ใดถูกกับจริตของตนเอง ขอให้มุ่งปฏิบัติ โดยยึดแนวทางนั้นไปแนวทางเดียว จะได้ไม่เสียเวลา และจะเกิดประโยชน์ จึงเป็นที่มาของความมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ของผู้เขียน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 เป็นที่น่าเสียดายว่าเมื่อผู้เขียนมีโอกาสเข้าไปร่วมปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันในปี ๒๕๕๑ หลวงพ่อมีอายุกว่า ๘๐ ปีแล้ว จึงไม่สามารถพูดคุยหรือตอบปัญหากับลูกศิษย์ได้โดยตรง เพราะท่านไม่ค่อยสบายเนื่องจากอาการเส้นเสียงอักเสบ อันมีผลมาจากการที่ท่านได้เทศน์โปรดลูกศิษย์มาเป็นเวลานานมากแล้วนั่นเอง ดังนั้นในบางโอกาส ผู้เขียนจึงอาศัยการฟังเสียงคำสอนของหลวงพ่อจรัญจาก CD ซึ่งบันทึกเสียงการเผยแพร่ธรรมะของท่านเอาไว้ในช่วงที่ท่านยังแข็งแรงอยู่

 สำหรับการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ หลวงพ่อจรัญและคุณแม่ชีซึ่งเป็นอาจารย์สอน จะแนะนำและย้ำเสมอว่า เมื่อกลับไปบ้านแล้วอย่าหยุดปฏิบัติ ขอให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะเห็นผล จะเกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติเอง เมื่อเริ่มปฏิบัติ หากกำหนดเวลาเดินจงกรมไว้กี่นาที จะต้องกำหนดเวลานั่งสมาธิให้เท่ากับเวลาเดินจงกรม หรืออย่างน้อยขอให้ปฏิบัติดังนี้ คือเดินจงกรมให้ได้ ๓๐ นาที นั่งสมาธิให้ได้ ๓๐ นาที

 เมื่อผู้เขียนกลับไปปฏิบัติเองที่บ้าน ปรากฏว่าการเดินจงกรมในระยะเวลา ๓๐ นาที ไม่มีปัญหา แต่การนั่งสมาธิในระยะเวลา ๓๐ นาที กลับมีปัญหา เพราะขณะที่นั่งสมาธิยังไม่ครบเวลา ๓๐ นาที ผู้เขียนจะรู้สึกหายใจไม่ออก จนต้องหยุดนั่งสมาธิ ถึงแม้จะพยายามแล้วก็ยังทำไม่ได้ สาเหตุอาจเป็นเพราะยังปฏิบัติไม่ถูกต้อง และยังไม่ได้พยายามถึงที่สุดนั่นเอง

 ดังนั้น ผู้เขียนจึงตัดสินใจที่จะใช้เวลาในการเดินจงกรม ๑๕ นาที ต่อด้วยการนั่งสมาธิ ๑๕ นาที เพราะจากการปฏิบัติหลายๆครั้ง ผู้เขียนรับรู้ได้ว่าร่างกายของผู้เขียนจะมีสมาธิในระยะเวลาไม่ถึง ๓๐ นาที ในใจก็นึกอายอยู่เหมือนกันว่า ทำไมถึงทำได้เพียงเท่านี้ แต่ก็กลับมาคิดว่าถ้าระยะเวลา ๑๕ นาที เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมกับจริตของตนเอง ก็ควรจะฝึกฝนในระยะเวลาเท่านี้ไปก่อน เมื่อรู้สึกชินแล้วจึงค่อยๆเพิ่มเวลาไปเรื่อยๆจนได้ตามเป้าหมาย ซึ่งน่าจะได้ผลดีกว่า เพราะหากแน่ใจจนเกินไป เพื่อนั่งสมาธิให้ได้ ๓๐ นาที แต่ใจไม่สงบ ไม่มีสมาธิ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ผู้เขียนจึงยอมรับกับตนเองว่า ขณะนี้ (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) ผู้เขียนมีความอดทนและสามารถทำได้เพียงแต่เดินจงกรม ๑๕ นาที นั่ง ๑๕ นาทีเท่านั้น เพราะถ้านั่งสมาธินานไปกว่านี้ ผู้เขียนจะรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แต่ก็สัญญากับตนเองว่า จะพยายามฝึกฝนและเพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าสู่เวลามาตรฐานที่ควรจะทำให้ได้ คือเดินจงกรม ๓๐ นาที นั่งสมาธิ ๓๐ นาที หรือถ้าจะให้ดีต้องเดินจงกรมให้ได้หนึ่งชั่วโมง นั่งสมาธิให้ได้หนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

 ผู้เขียนขอกำหนดนิยามตามความคิดเห็นส่วนตัว สำหรับผู้ที่หันหน้าเข้าวัดถือศีลปฏิบัติธรรมว่า “เป็นคนใฝ่ดี” มากกว่า “เป็นคนดี” เพราะคนดีตามความคาดหวังของบุคคลทั่วไป ต้องดีพร้อมทุกขณะจิต แต่คนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่ เพราะคนในกลุ่มบางคน หรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงผู้เขียนด้วย ล้วนแล้วแต่ยังเป็นผู้ที่ถูกรายล้อมไปด้วยกิเลสสามเกลอ คือ โลภ โกรธ หลง ด้วยกันทั้งนั้น

 การหันหน้าเข้าวัดถือศีลปฏิบัติธรรมของผู้เริ่มต้น จึงเป็นเพียงเพื่อต้องการทำความดี เพื่อชำระล้างกิเลสที่ครอบงำจิตใจให้เหลือน้อยลง ดังนั้นการด่วนสรุปว่า ผู้ที่หันหน้าเข้าวัดถือศีลปฏิบัติธรรมเป็นคนดี ที่จะต้องไม่โลภไม่โกรธไม่หลง จะต้องอดทนกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ทั้งหมด คงไม่ถูกต้องนัก ผู้เขียนไม่อยากให้บุคคลทั่วไปที่ได้มีโอกาสพบปะเจรจากับผู้ที่หันหน้าเข้าวัด ถือศีลปฏิบัติธรรม แล้วสัมผัสได้ว่าพวกเขาเหล่านั้นยังคงแสดงอาการโลภโกรธหลงออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ จนก่อเกิดเป็นคำถามขึ้นในใจของบุคคลทั่วไปว่า ทำไมผู้ที่หันหน้าเข้าวัดเพื่อถือศีลปฏิบัติธรรมเหล่านั้น จึงยังคงเป็นเช่นนั้น จึงยังคงเป็นเช่นนี้

 บุคคลทั่วไปควรตระหนักถึงความเป็นจริงข้อหนึ่งว่า ผู้ที่หันหน้าเข้าวัดเพื่อถือศีลปฏิบัติธรรมแต่ยังคงแสดงออกซึ่งอาการดังกล่าว ย่อมหมายถึงบุคคลผู้นั้นยังไม่บรรลุการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง จึงยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ข่มใจ และสกัดกั้นกิเลสสามเกลอ อันประกอบด้วย โลภ โกรธ หลง มิให้ทะลักล้นออกมาภายนอกได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่า การที่ผู้ที่หันหน้าเข้าวัดถือศีลปฏิบัติธรรมว่า “เป็นคนใฝ่ดี” น่าจะเหมาะสมกว่า ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดหวังที่อาจจะเกิดจากความคาดหวังของบุคคลทั่วไป
จากการที่ผู้เขียนสวดมนต์ตาม “สูตรหลวงพ่อจรัญ” ผู้เขียนสังเกตและรู้สึกได้ว่า ชีวิตของผู้เขียนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เป็นสิ่งที่สัมผัสและรับรู้ได้ด้วยตัวเอง และยิ่งเมื่อผู้เขียนได้นมัสการหลวงพ่อจรัญ มีโอกาสเข้ารับการฝึกปฏิบัติธรรม ตลอดจนมีโอกาสได้รับกรรมฐานจากหลวงพ่อจรัญ มีการสวดมนต์และทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับคือมีความจำดีขึ้น มีสติมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้น สามารถวิเคราะห์และอธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น สามารถเชื่อมโยงความคิดจากประสบการณ์จริงและจากการอ่าน เพื่อหาคำตอบหรืออธิบายความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น สามารถนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นออกมาในรูปแบบของงานเขียนเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ได้มากขึ้น สามารถลดละทิฐิได้เร็วขึ้น ฯลฯ

 ส่วนประสบการณ์ทางวิญญาณที่เกิดจากการสวดมนต์และทำสมาธิตาม “สูตรหลวงพ่อจรัญ” ผู้เขียนยังไม่เคยพบไม่เคยเห็นอะไรทั้งสิ้น พบแต่เพียงการพัฒนาด้านความคิด สติปัญญา ที่สำคัญผู้เขียนพบกับอานิสงส์ของการสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ” ที่สามารถลดระดับความรุนแรงของปัญหาต่างๆลงได้อย่างน่าอัศจรรย์

 ตามปกติผู้เขียนต้องขับรถยนต์ไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นประจำ โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างที่ทำงานกับบ้านแม่ คือจังหวัดสระบุรีถึงอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ระยะทางประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตน ผู้เขียนเลือกวิธีสร้างความมั่นใจในการขับรถยนต์ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรือภยันตรายต่างๆด้วยการสวดมนต์ตามสูตร “หลวงพ่อจรัญ” ต่อด้วยคาถาป้องกันภัย ๑๐ ทิศ ที่ขึ้นต้นด้วยบูรพารัสมิงฯ ในระยะทางไม่เกิน ๓๐ กิโลเมตรแรก หลังจากสวดมนต์จบ ผู้เขียนจะเปิดเพลงฟังด้วยความสบายใจ เพราะมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในอานิสงส์ของการสวดมนต์ว่า คุณพระคุณเจ้าจะคุ้มครองปกปักรักษา และขจัดปัดเป่าภยันตรายไม่ให้เกิดขึ้นกับผู้เขียนได้ ทั้งนี้ผู้เขียนได้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทด้วย คือไม่ขับรถเร็วเกินไป เครารพกฎจราจร มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง ผู้เขียนจะขอนำตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผู้เขียนประสบด้วยตนเองมาเล่าสู่กันฟัง

 เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในขณะที่ผู้เขียนเดินทางไปเยี่ยมเยียนพี่เขยที่จังหวัดมหาสารคาม และไปเยี่ยมเยียนน้องสาวที่จังหวัดยโสธร ก่อนออกเดินทาง ๑ วัน ผู้เขียนได้นำรถยนต์ไปตรวจสภาพความพร้อมก่อนออกเดินทาง ตามที่ทางราชการได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติทุกครั้งหากต้องเดินทางไกล

 วันรุ่งขึ้น ผู้เขียนขับรถออกจากที่พักในจังหวัดสระบุรี แวะเติมก๊าซ NGV ที่สถานีบริการแก่งคอยจังหวัดสระบุรี เติมก๊าซเสร็จ ผู้เขียนก้มลงดูใต้ท้องรถยนต์ เห็นว่ามีน้ำไหลออกจากเครื่องยนต์มากผิดปกติ ลักษณะการไหลไม่ใช่การไหลของน้ำแอร์ สันนิษฐานเบื้องต้นว่าคงเกี่ยวกับหม้อน้ำ จึงขับรถออกจากสถานีบริการ แวะร้านซ่อมหม้อน้ำรถยนต์ริมทาง จากการตรวจสอบปรากฏว่า สายยางหม้อน้ำรถยนต์รั่ว จึงจัดการเปลี่ยนท่อน้ำหม้อน้ำรถยนต์ให้เรียบร้อย แล้วออกเดินทางต่อไปจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย

 จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้เขียนจึงคิดว่า หากขับรถยนต์ไปไกลกว่านี้แล้วมีปัญหาเรื่องหม้อน้ำกลางทางโดยที่เราไม่รู้ตัว ความยุ่งยากและปัญหาสารพัดจะเกิดขึ้นอีกมากมาย ไหนจะต้องหาร้านซ่อมหม้อน้ำ ไหนจะต้องหารถมาลากเพื่อนำรถยนต์ไปซ่อมที่ร้านหม้อน้ำ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเหมือนมีอะไรมาดลใจให้ผู้เขียนก้มลงไปดู และเห็นความผิดปกติของรถยนต์ก่อนที่จะแล่นไปไกลจนเกิดความเสียหายที่รุนแรงมากกว่านี้ จะต้องเสียเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาต่างๆมากกว่านี้

 อีกเหตุการณ์หนึ่ง ผู้เขียนขับรถยนต์ไปรับพี่สาวที่เข้ารับการผ่าตัดจากโรงพยาบาลศิริราช เพื่อกลับไปพักฟื้นที่บ้านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ระหว่างทางขณะที่ผู้เขียนขับรถยนต์อยู่บนถนนราชพฤกษ์ปรากฏว่าอยู่ๆเครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น จึงมองไปที่เข็มวัดความร้อนในรถยนต์ พบว่าเข็มวัดความร้อนอยู่บริเวณจุดสูงสุด ผู้เขียนจึงจอดรถยนต์เข้าข้างทาง และบอกให้พี่สาวนั่งแท็กซี่กลับบ้านไปก่อน สักพักใหญ่ฯ มีรถบริการซ่อมรถยนต์เคลื่อนที่มาช่วยดู ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า หม้อน้ำแห้ง ช่างจึงนำน้ำมาเติมให้ ตอนแรกพัดลมหม้อน้ำยังคงหมุน พอช่างชุดนี้มาดูหม้อน้ำ ปรากฏว่าพัดลมเกิดไม่หมุน ผู้เขียนเกิดอาการ “จิตตก”คิดไปเองว่าช่างอาจกลั่นแกล้ง เนื่องจากเห็นเราเป็นผู้หญิงมาคนเดียว เพราะเคยได้ยินมาว่ารถยนต์บางคันเสียนิดเดียว แต่ช่างถอดนั่นถอดนี่ออกมากองนอกรถ แล้วบอกว่าตรงโน้นตรงนี้เสีย หมดค่าซ่อมหลายหมื่น เลยกลัวถูกหลอกเหมือนที่เคยได้ยินได้ฟังมา จึงถามว่า “เมื่อสักครู่พัดลมยังหมุนอยู่แล้วคุณไปทำอะไร พัดลมจึงไม่หมุน” ช่างทั้งสองมองหน้าผู้เขียนแบบงงๆ จากนั้นผู้เขียนจึงกล่าวขอบคุณและตัดบท บอกว่า “ไม่เป็นไร กำลังติดต่อช่างประจำมาดูให้” ช่างชุดนั้นจึงขับรถจากไป

 ระหว่างนั้นผู้เขียนจึงติดต่อช่างซ่อมรถยนต์ที่เคยซ่อมกันเป็นประจำ โดยแจ้งอาการทางโทรศัพท์ ช่างประจำบอกว่าอาการที่เกิดขึ้นกับรถยนต์เป็นอาการเกี่ยวกับหม้อน้ำแห้ง ช่างประจำบอกให้ผู้เขียนรอเพื่อให้เครื่องยนต์เย็นสักพัก จากนั้นนำน้ำมาเติมหม้อน้ำให้เต็ม แล้วขับมาที่อู่ในซอยทุ่งมังกร เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งจาก ๒ เหตุการณ์ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นเพราะอานิสงค์ของการสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ” ที่สามารถระดับความรุนแรงของปัญหาต่างๆลงได้อย่างน่าอัศจรรย์

 บางท่านที่ได้อ่านเรื่องราวที่ผู้เขียนนำมาถ่ายทอดนี้ อาจนึกไปว่าเป็นเรื่องของความงมงาย อาจนำไปว่าเป็นเรื่องของความบังเอิญ ซึ่งไม่ผิดอะไรเพราะเป็นการมองต่างมุม แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ผู้เขียนเลือกที่จะเชื่อว่าเป็นเรื่องของอานิสงค์จากการสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ” เพราะเชื่อมั่นและศรัทธาในเมตตาบารมีของหลวงพ่อจรัญ และที่สำคัญ ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า อย่างน้อยการที่ตนเองมีความเชื่อในรูปแบบนี้ มีแต่เรื่องดี ไม่มีเรื่องร้าย มีแต่เรื่องได้ ไม่มีเรื่องเสีย มีแต่เรื่องบวก ไม่มีเรื่องลบ

 การบรรจงเรียงร้อยถ้อยคำออกมาเป็นงานเขียนเรื่องนี้ เป็นผลจากการที่ได้มีโอกาสสวดมนต์ตามสูตรหลวงพ่อจรัญ และทำสมาธิตามหลักสติปัฏฐาน ๔ จนก่อเกิดเป็นปัญญาอย่างแท้จริง ส่วนความพยายามในการทำสมาธิของผู้เขียน ถึงแม้จะยังไม่ส่งผลถึงขั้นอ่านใจคนออก ถึงแม้จะยังไม่ส่งผลถึงการรู้อดีตชาติของตน ถึงแม้จะไม่ยังขั้นรู้จักเจ้ากรรมนายเวรขอกงตนฯลฯ แต่หากผลของการสวดมนต์ตามสูตรหลวงพ่อจรัญ และทำสมาธิตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ทำให้ผู้เขียนรู้จักผิดชอบชั่วดีอย่างถูกต้องแท้จริง มีเหตุมีผล มีความเชื่อมั่นศรัทธาในผลของการทำความดี มีความมุ่งมั่นที่จะไขว่คว้าโอกาสในการคิดดีทำดีอย่างสม่ำเสมอ มีการค้นพบศักยภาพในตัวเองที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าในชีวิตนี้จะสามารถเขียนหนังสือหรือถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆให้ผู้อื่นอ่านได้ จึงนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งที่ได้มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆที่ได้พบเห็นได้สัมผัสด้วยตนเองให้ผู้อื่นได้ร่วมรับรู้

 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องราวนี้ คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย แม้จะเป็นเพียงการให้ที่เล็กน้อย เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการให้ของผู้อื่นที่มีศักยภาพมากกว่า แต่การดำรงตนเป็น “ผู้ให้”ของผู้เขียนในครั้งนี้ เป็นการฝึกฝนตนเองไม่ให้เป็นผู้รับแต่เพียงฝ่ายเดียวนั่นเอง

นางสาวจุฑามาศ จิเจริญ
นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระบุรี
อาคารต่อเติม ชั้น ๔
ถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ตำบลปากเพรียว
อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ๑๘๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๘๑-๙๕๔-๕๐๑๐
โทรสาร ๐๓๖-๓๑๓-๔๓๓

บทสวดมนต์ก่อนนอน ที่ควรสวดทุกคืน

  1. บูชาพระรัตนตรัย

อิมินาสักกาเรนะ พุทธังอะภิปูชะยามิ

อิมินาสักกาเรนะ ธัมมังอะภิปูชะยามิ

อิมินาสักกาเรนะ สังฆังอะภิปูชะยามิ

 

  1. กราบพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

 

  1. นมัสการพระรัตนตรัย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3จบ)

 

  1. ขอขมา พระรัตนตรัย

วันทามิพุทธัง สัพพังเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต

วันทามิธัมมัง สัพพังเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต

วันทามิสังฆัง สัพพังเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต

 

  1. ไตรสรณคมณ์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

  1. คำอาราธนาศีล 5

อะหัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ  (ถ้าสวดหลายคนเปลี่ยนจาก อะหัง เป็น มะยัง)

ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

ทุติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ

ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

ตะติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ

ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

 

  1. ศีล 5

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ) 3 จบ บทนี้ขอให้ปัญญาทางธรรมจงเกิดกับเรา)

 

  1. ถวายพระพระ (อิติปิ โส ฯ)

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (พุทธคุณ)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญหีติ (อ่านว่า วิญญูฮีติ) (ธรรมคุณ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะ โต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิ ปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริ สะปุคคะลา เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลี กะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญัก เขตตัง โลกัสสาติ (สังฆคุณ)

 

  1. ชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ)

พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

มาราติเรกะมะภิชุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะ ถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิ จักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติ โยชะนะปะถังคุลิมา ละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินิยา จิญจา ยะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

สังจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิ โรปิตะมะนัง อะติ อันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะ วา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเต นะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิ พะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตัน เตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมงคะละอัฏฐะคาถา โย วา จะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะ เนกะวิวิธานี จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญ โญ

 

  1. ชัยปริตร (มหากาฯ)

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะ ปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลังฯ ชะยันโตโพธิยา มูเล สักยานัง นันทิ วัฑฒะโน เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ***ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะ ปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปก ขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐิง พรัหมะ***จาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโน กัมมัง ปะณีธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณา กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธา นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม ฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมา นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม ฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆา นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม ฯ

 

  1. อิติปิโส เท่าอายุ

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ

(ให้สวดเกินอายุ 1 จบ เช่นอายุ 40 ปี ต้องสวด 41 จบ)

 

  1. กะระณียะเมตตะสุตตัง

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ

สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี

สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ

สันตินทริโย จะนิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ

นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง

สุขิโน วา เขมิโน โหตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสา

ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา

ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา

เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร

ภูตา วา สัมภะเวสี วา

สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ

พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะ มัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ

มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะ มะนุรักเข

เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ

อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง

ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยา โน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ

เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ

พรัหมะ เมตัง วิหารัง อิธะมาหุ

ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน

กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง

นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ

 

หัวใจกะระณียะเมตตาสูตร ท่อง 9 จบ

(เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง)

เป็นการแผ่เมตตา ถ้าสวดแล้ว คนก็รัก หมาก็รัก ผีก็รัก มีเมตตา

 

  1. บทแผ่เมตตาให้กับตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า มีความสุข

นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากความทุกข์

อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากเวร

อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง

อะนีโฆ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้า มีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

 

  1. บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์

สัพเพ สัตตา  สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

 

  1. บทแผ่ส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตา ปิ ตะโร

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหตุ สัพเพ เทวา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหตุ สัพเพ เปตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเว รี

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหตุ สัพเพ สัตตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

 

  1. กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร

ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลจากการเจริญภาวนานี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ

บทแผ่เมตตา

  1. บทแผ่เมตตาให้กับตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า มีความสุข

นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากความทุกข์

อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากเวร

อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง

อะนีโฆ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้า มีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

 

  1. บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์

สัพเพ สัตตา  สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

 

  1. บทแผ่ส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตา ปิ ตะโร

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหตุ สัพเพ เทวา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหตุ สัพเพ เปตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเว รี

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหตุ สัพเพ สัตตา

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

 

  1. กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร

ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลจากการเจริญภาวนานี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ

กะระณียะเมตตะสุตตัง

  1. กะระณียะเมตตะสุตตัง

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ

สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี

สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ

สันตินทริโย จะนิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ

นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง

สุขิโน วา เขมิโน โหตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสา

ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา

ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา

เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร

ภูตา วา สัมภะเวสี วา

สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ

พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะ มัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ

มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะ มะนุรักเข

เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ

อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง

ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยา โน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ

เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ

พรัหมะ เมตัง วิหารัง อิธะมาหุ

ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน

กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง

นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ

 

หัวใจกะระณียะเมตตาสูตร ท่อง 9 จบ

(เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง)

เป็นการแผ่เมตตา ถ้าสวดแล้ว คนก็รัก หมาก็รัก ผีก็รัก มีเมตตา

ชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ) ชัยปริตร (มหากาฯ)

  1. ชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ)

พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

มาราติเรกะมะภิชุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะ ถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิ จักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติ โยชะนะปะถังคุลิมา ละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินิยา จิญจา ยะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

สังจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิ โรปิตะมะนัง อะติ อันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะ วา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเต นะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโทตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิ พะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตัน เตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมงคะละอัฏฐะคาถา โย วา จะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะ เนกะวิวิธานี จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญ โญ

 

  1. ชัยปริตร (มหากาฯ)

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะ ปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลังฯ ชะยันโตโพธิยา มูเล สักยานัง นันทิ วัฑฒะโน เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ***ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะ ปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปก ขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐิง พรัหมะ***จาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโน กัมมัง ปะณีธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณา กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธา นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม ฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมา นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม ฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆา นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม ฯ

ถวายพระพระ (อิติปิ โส ฯ)

ถวายพระพระ (อิติปิ โส ฯ)

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (พุทธคุณ)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญหีติ (อ่านว่า วิญญูฮีติ) (ธรรมคุณ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะ โต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิ ปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริ สะปุคคะลา เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลี กะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญัก เขตตัง โลกัสสาติ (สังฆคุณ)

หลวงพ่อจรัญ ละสังขาร ครบรอบ 1 ปี


ที่มา :  https://www.facebook.com/ของดีวัดอัมพวัน-เฉพาะกิจ-967961476635576

วันที่ 25 มกราคม 2560

วันเวลาผ่านไปรวดเร็วเสียนี่กระไร! วันนี้ครบรอบหนึ่งปีที่หลวงพ่อละสังขารแล้วหรือ?

วันนี้ดิฉันจึงขอเล่าเหตุการณ์ในช่วงวันเวลานั้นเพื่อเป็นการบันทึกข้อมูลไว้ในเบื้องหน้าดังนี้……
วันที่ 20 ธันวาคม 2558 หลวงพ่อเข้ารับการรักษาอาการอาพาธ ณ โรงพยาบาลศิริราช แม้หลวงพ่อจะเข้าโรงพยาบาลในครั้งนี้ เนื่องจากมีอาการอาพาธค่อนข้างหนักจากภาวะปอดติดเชื้อ ไข้สูง ไอมีเสมหะคั่งในปอด หายใจหอบเหนื่อยมาก อ็อกซิเจนในกระแสเลือดต่ำ แต่ต้องบอกเลยว่าในเวลานั้นพวกเราเชื่อมั่นว่าหลวงพ่อท่านจะหายจากการอาพาธในครั้งนี้เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา แต่นับวันอาการของท่านมีแต่ทรงกับทรุดลงเรื่อยๆ ท่านเริ่มไม่ตอบสนองกับบรรดายาและเวชภัณฑ์ที่คณะแพทย์ให้

ระหว่างที่ท่านพักรักษาอาการอาพาธที่รพ.ศิริราชในครั้งนี้ได้มีพระเถระที่คุ้นเคยกับหลวงพ่อได้เดินทางมาเยี่ยมท่านหลายรูป มีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร, พระเดชพระคุณพระพรหมมงคล (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล) วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งนับเป็นสหายธรรมกับหลวงพ่อเป็นอาทิ และท่านยังได้มอบปัจจัยเพื่อช่วยสมทบเป็นค่ารักษาพยาบาลพยาบาลแก่หลวงพ่อด้วย

สี่วันก่อนท่านจะละสังขารพระผู้ใหญ่ของวัดอัมพวันอันมี
– พระครูปัญญาประสิทธิคุณ (เจ้าอาวาสวัดองค์ปัจจุบัน)
– พระครูปลัดสิทธิวรวัฒน์
– พระครูวินัยธรวรพงษ์
– พระครูธรรมธรนิลพจน์
– พระครูสังฆรักษ์ธเนศ
ได้มาร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ธรรมจักรและพระปริตร 12 ตำนานในห้องที่หลวงพ่อพักรักษาตัวอยู่ โดยได้ทำการสวดเจริญพระพุทธมนต์ต่อเนื่องกันทุกๆวันจนถึงวันที่ 24 มกราคม

วันที่ 22 มกราคม 2559 อาการของหลวงพ่อก็ยิ่งแย่ลงไปอีก! คุณหมอก็ได้มาบอกให้บรรดาลูกศิษย์เตรียมตัวเตรียมใจ ณ ตอนนั้น จึงได้มีการคุยกันในกลุ่มลูกศิษย์ที่ดูแลหลวงพ่อที่โรงพยาบาล ว่า คงต้องรีบเตรียมการต่างๆ เช่น ตระเตรียมหีบศพและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นทั้งหมดไว้ก่อน มิฉะนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะฉุกละหุกเตรียมกันไม่ทัน เพราะพวกเราจะไม่ยอมให้สรีระร่างหลวงพ่อต้องอยู่ค้างคืนที่โรงพยาบาลเด็ดขาด เราจะนิมนต์ท่านกลับวัดของท่านในวันเดียวกันนั้นเลย

ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีเจ้าหน้าที่ที่วัดที่ไม่เข้าใจ ไปยืนตำหนิดิฉัน หาว่าดิฉันแช่งหลวงพ่อ แต่ดิฉันก็ไม่ถือสาหาความหรือโกรธเคือง เพราะเข้าใจดีว่าเค้าไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลเลยไม่ทราบว่าขณะนั้นอาการหลวงพ่อวิกฤตขนาดไหนแล้ว

วันที่ 24 มกราคม ทางคณะพระผู้ใหญ่และลูกศิษย์ของหลวงพ่อจึงได้มีมติให้รีบนำดร๊าฟท์ที่หลวงพ่อตั้งใจบริจาคให้โรงพยาบาลศิริราช เพื่อสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา จำนวนเงิน 50 ล้านบาท มาที่โรงพยาบาล (ซึ่งหลวงพ่อได้ให้ทางธนาคารออกดร๊าฟท์ไว้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2558 และมีกำหนดการมอบดร๊าฟท์ดังกล่าวแก่คณบดีแพทย์ศิริราชที่วัดในวันที่ 26 ธันวาคม แต่หลวงพ่ออาพาธเข้าโรงพยาบาลเสียก่อน) โดยคณบดีแพทย์ศิริราชได้มารับดร๊าฟท์ดังกล่าวด้วยตนเองในห้องที่หลวงพ่อพักรักษาตัว

สภาวะอากาศในประเทศไทยทั้งต่างจังหวัดและกรุงเทพในวันนั้นหลายคนคงจำได้ดีว่าอุณหภูมิได้ลดต่ำลงอย่างมากโดยกะทันหัน ซึ่งที่กรุงเทพไม่เคยมีอากาศหนาวขนาดนี้มาหลายสิบปีแล้ว ที่วัดเองอุณหภูมิ ต่ำเพียง 14 ถึง 15 องศา ตอนนั้นดิฉันใจเสียและรู้สึกกลัวมาก เพราะเคยได้ยินผู้ใหญ่เคยพูดว่า เวลาจะเกิดการสูญเสียกับผู้ที่มีบุญบารมี ภูมิอากาศจะอาเพศแปรปรวนเช่นนี้

วันที่ 25 มกราคม 2559 ดิฉันถึงโรงพยาบาลศิริราชตอนตี 2 หน้าห้องไอซียู ที่ชั้น 5 ที่หลวงพ่อพักรักษาตัวอยู่ยังคงมีลูกศิษย์จำนวนมากมาเฝ้าอยู่ บ้างก็นั่งสวดมนต์ บ้างก็นั่งคุยกัน บ้างก็นอนพักอยู่ เป็นภาพที่ตื้นตันใจและดิฉันขอชื่นชมในความความรักความศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์กลุ่มนี้จริงๆ เพราะหลังหนึ่งทุ่มแล้วทางโรงพยาบาลจะปิดประตูทางเข้าห้องน้ำที่ชั้นนี้ ดังนั้นต้องไปใช้ห้องน้ำที่ชั้นหนึ่ง ซึ่งพอดึกๆตึกนี้ทั้งเงียบทั้งวังเวง!

เมื่อดิฉันเข้าไปในห้องหลวงพ่อก็ได้ไปกราบรายงานตัวกับท่าน จึงได้เห็นที่จอว่าความดันท่านไม่มีแล้ว คงเหลือแต่การเต้นของหัวใจเท่านั้น และใบหน้าท่านในเช้านั้นก็ไม่เหมือนทุกวันที่ผ่านมาท่านสงบอิ่มเอิบเหมือนคนนอนหลับมากกว่า

พอ เวลา 8.15 น. การเต้นของหัวใจท่านก็ต่ำลงอย่างรวดเร็วจน เมื่อเวลา 8.37 น. หลวงพ่อท่านก็ละสังขารจากพวกเราไปอย่างสงบ……สู่แดนนิพพาน.
หลวงพ่อจรัญ ละสังขาร ครบรอบ 1 ปี

 

 

หนังสือสวดมนต์ก่อนนอน หนังสือสวดมนต์ ดาวน์โหลดเป็น pdf ได้ที่นี่

หนังสือสวดมนต์ก่อนนอนแจกฟรี โหลดเลย

หนังสือสวดมนต์ก่อนนอน หนังสือสวดมนต์ ดาวน์โหลดเป็น pdf ได้ที่นี่

https://goo.gl/ndYstt

 

 

สารบัญ
หนังสือสวดมนต์ 4
เริ่มต้นสวดมนต์คำอธิษฐานจิตก่อนสวดมนต์ 6
บูชาพระรัตนตรัย 7
กราบพระรัตนตรัย 7
นมัสการพระรัตนตรัย 7
ขอขมา พระรัตนตรัย 7
ไตรสรณคมณ์ 8
ถวายพระพระ (อิติปิ โส ฯ) 8
ชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ) 9
ชัยปริตร (มหากาฯ) 11
อิติปิโส เท่าอายุ 12
กะระณียะเมตตะสุตตัง 12
คาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก (ฉบับเดิม) 13
คาถาชินบัญชร 18
บทแผ่เมตตาให้กับตนเอง 20
บทแผ่ส่วนกุศล 21
บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ 22
คำอธิษฐานอโหสิกรรม 22
คำขอขมาโทษ (กรรมชั่ว) 23
คำกรวดน้ำของยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก 23
คำอธิษฐานขอพร 24
คำอุทิศ 25
จบ บทสวดมนต์
บทสวดนี้ คนเคยทำแท้งควรจะสวดทุกวัน 27
ปัตติทานะคาถา 26
กะระณียะเมตตะสุตตัง 26
พระคาถาป้องกันภัยทั้งสิบทิศ 29
คาถาสะเดาะเคราะห์ (ต่ออายุ) 30
บุญกุศล 31
คาถาสวดบูชาเจ้าแม่กวนอิม 31
คาถาบูชาพระปิยมหาราช (ร. 5) 33
วิธีแก้กรรม/ลดกรรมด้วยการใส่บาตรให้ถูกวิธี 32
คาถาบารมี 30 ทัศ (9 ชั้น) 36
มงคลจักรวาฬใหญ่ 46
เมตตาพรหมวิหาระภาวนา (มหาเมตตาใหญ่) 48
เมตตาพรหมวิหาระภาวนา (มหาเมตตาใหญ่แปล) 67
อานิสงค์จากการสวดมนต์ที่ถูกต้อง 104

หนังสือสวดมนต์
หนังสือสวดมนต์เล่มนี้ผมตั้งใจรวบรวมขึ้นมากจากบทสวดมนต์ ต่างๆที่ผมสวดอยู่เป็นประจำทุกวัน เพื่อเผยแผ่ให้ทุกท่านได้สวดมนต์เพื่อความสุขความเจริญของท่านเอง อาจจะยาวไปหน่อย ครับ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนำส่งบุญให้กับข้าพเจ้าทั้งหลาย อุทิศบุญ ถวายบุญ จากการพิมพ์เผยแผ่ บทสวดมนต์ ให้กับวิญญาณทุกดวงที่ตกทุกข์ได้ยาก ใช่ญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี เทวดาที่ปกปักรักษาสังขารร่างกายของข้าพเจ้าทุกๆ พระองค์ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่สืบๆ กันมา ขอให้ทุกท่านจงได้ส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย อุทิศให้ โดยทั่วถึงกัน เทอญ..
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิต อุทิศผล บุญกุศล นี้ไป ให้ไพศาล
ถึงมารดา บิดา และอาจารย์ ทั้งลูกหลาน ญาติมิตร สนิทกัน
คนเคยร่วม ทำงาน การทั้งหลาย มีส่วนได้ ในกุศล ผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรม นายเวร และเทวัญ ขอให้ท่าน ได้กุศล ผลบุญนี้ เทอญ.

เริ่มต้นสวดมนต์
คำอธิษฐานจิตก่อนสวดมนต์
ด้วยเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า …… ( ชื่อและนามสกุล ) …… ขอบูชาคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสงฆ์เจ้า คุณพระอรหันต์เจ้า คุณพระอริยะเจ้าทั้งหลาย ที่สำเร็จไปแล้ว มากกว่าเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้งสี่ ตลอดจนเบื้องสูงทั้ง ๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณทุกท่าน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าบ้านเจ้าเรือน ตลอดจนทุกท่านที่ไม่ได้กล่าวนามมาก็ดี ข้าพระพุทธเจ้าขอเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ ที่บิดาและมารดาได้ปรุงแต่งให้ข้าพเจ้า เบื้องสูงสุดปลายเส้นผม ลงมาเบื้องต่ำถึงกลางฝ่าเท้า เบื้องต่ำจากกลางฝ่าเท้าขึ้นไปจนถึงปลายเส้นผม เนื้อ หนัง เส้นเอ็น กระดูก ตลอดจนหนังกำพร้า ขออธิษฐานเป็นกำแพงแก้ว ๗ ชั้น ป้องกันมาร ในระหว่างที่ข้าพระพุทธเจ้าสร้างบารมี เพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด ในอรรถ ในธรรมของพระพุทธองค์ ท่านทั้งหลายที่เป็นมาร ข้าพระพุทธเจ้าขอให้ถอยออกไปร้อยโยชน์แสนโยชน์ อย่ามาเป็นมารแก่ข้าพระพุทธเจ้าเลย ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายสังขารนี้ เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ข้าพระพุทธเจ้าจะสร้างบารมี ตามรอยพระบาทของพระพุทธองค์ ตั้งแต่ปัจจุบันนี้จนถึงพระนิพพานข้างหน้า แม้นสังขารของข้าพระพุทธเจ้าจะแตกดับไป ด้วยอำนาจของอิทธิฤทธิ์ ขอให้ดวงจิตและดวงวิญญาณของข้าพระพุทธเจ้า เข้าสู่พระนิพพานทันที ขออำนาจของบุญฤทธิ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงปกป้องคุ้มครองรักษา ให้ข้าพระพุทธเจ้าจงพ้นและชนะมาร ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าทำกิจได้สำเร็จทุกประการ สมดังคำอธิษฐาน ให้บรรลุถึงพระนิพพานในกาลปัจจุบัน ในอนาคตกาลเบื้องหน้า และเบื้องโน้นด้วยเทอญฯ

บูชาพระรัตนตรัย
อิมินาสักกาเรนะ พุทธังอะภิปูชะยามิ
อิมินาสักกาเรนะ ธัมมังอะภิปูชะยามิ
อิมินาสักกาเรนะ สังฆังอะภิปูชะยามิ

กราบพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ1 ครั้ง)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ1 ครั้ง)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ 1 ครั้ง)
คำอาราธนาศีล 5
อะหัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ (ถ้าสวดหลายคนเปลี่ยนจาก อะหัง เป็น มะยัง)
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ทุติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ตะติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

นมัสการพระรัตนตรัย
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3จบ)
ขอขมา พระรัตนตรัย
วันทามิพุทธัง สัพพังเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
วันทามิธัมมัง สัพพังเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
วันทามิสังฆัง สัพพังเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
ไตรสรณคมณ์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
((อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ) 3 จบ บทนี้ขอให้ปัญญาทางธรรมจงเกิดกับเรา)
ถวายพระพระ (อิติปิ โส ฯ)
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (พุทธคุณ)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญหีติ (อ่านว่า วิญญูฮีติ) (ธรรมคุณ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะ โต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิ ปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริ สะปุคคะลา เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลี กะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญัก เขตตัง โลกัสสาติ (สังฆคุณ)

ชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ)
พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ
มาราติเรกะมะภิชุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะ ถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิ จักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติ โยชะนะปะถังคุลิมา ละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินิยา จิญจา ยะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

สังจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิ โรปิตะมะนัง อะติ อันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะ วา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเต นะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิ พะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตัน เตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมงคะละอัฏฐะคาถา โย วา จะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะ เนกะวิวิธานี จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญ โญ

ชัยปริตร (มหากาฯ)
มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะ ปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลังฯ ชะยันโตโพธิยา มูเล สักยานัง นันทิ วัฑฒะโน เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ***ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะ ปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปก ขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐิง พรัหมะ***จาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโน กัมมัง ปะณีธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณา กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธา นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมา นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆา นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม ฯ

อิติปิโส เท่าอายุ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ
(ให้สวดเกินอายุ 1 จบ เช่นอายุ 40 ปี ต้องสวด 41 จบ)

กะระณียะเมตตะสุตตัง
กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิเสะเมจจะ สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ สันตินทริโย จะนิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง สุขิโน วา เขมิโน โหตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสา ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะ มัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะ มะนุรักเข เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยา โน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะ เมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ
****กรณียเมตตสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำพระภิกษุให้แผ่เมตตาจิตไปในมวลสัตว์ ตลอดจนเทพเทวา ภูตผี ปีศาจทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไร้พรมแดนขีดขั้น ไม่ว่าสัตว์นั้น หรือเขาผู้นั้นจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนาอะไร จะเกี่ยวข้องกับเราโดยความเป็นญาติ เป็นประเทศ เชื้อชาติ ศาสนาหรือไม่ก็ตามให้มีจิตกว้างขวางไร้ขอบเขตขีดขั้น ขอให้เขาได้มีความสุข หากทำได้เช่นนี้ นอกจากเทวดาจะไม่แสดงสิ่งที่น่ากลัวหลอกหลอนแล้ว ยังมีใจอนุเคราะห์พระภิกษุ โดยไมตรีจิตด้วยความอ่อนโยนมีเมตตา

คาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก (ฉบับเดิม)
1. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วะตะโส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระ ณะสัมปันโน วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วะตะ โส ภะคะวา. อะระหันตัง สะระณัง คัจฉามิ.อะระหันตัง สิระสา นะมามิ. สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ. วิชชาจะระณะสัมปันนัง สะระณัง คัจฉามิ. วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสา นะมามิ. สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ. สุคะตัง สิระสา นะมามิ. โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ. โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ.

2. อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะทัมมะสาระถิ วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วะตะ โส ภะคะวา. อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ วะตะ โส ภะคะวา. อะนุตตะรัง สะระณัง คัจฉามิ. อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิ.ปุริสะทัมมะสาระถิ สะระณัง คัจฉามิ. ปุริสะทัมมะสาระถิ สิระสา นะมามิ. สัตถา เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ. สัตถา เทวะมะนุส สานัง สิระสา นะมามิ. พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. พุทธัง สิระสา นะมามิ.

3. อิติปิ โส ภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมิ จะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมิ จะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมิ จะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา สงขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมิ จะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมิ จะ สัมปันโน.

4.อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะวี ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อาโป ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน.อิติปิ โส ภะคะวา เตโช ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา วาโย ธาตุ สะมาธิญาณะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา จักกะวาฬะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน.

5. อิติปิ โส ภะคะวา จาตุมมะหาราชิกา ธาตุ สะมาธิญาณะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ตาวะติงสา ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ยามา ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตา ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระตี ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา กามาวะจะระ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา รูปาวะจะระ ธาตุ สะมาธิญา ณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อะรูปาวะจะระ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา โลกุตตะระ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน.

6. อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน.อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยะฌานะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ตะติยะฌานะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา จะตุตถะฌานะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะมะ ฌานะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน.
7. อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจา ยะตะนะ ธาตุ สะมาธิญาณะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา วิญญานัญจา ยะตะนะ ธาตุ สะมาธิญาณะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญา ยะตะนะ ธาตุ สะมาธิญาณะ สัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา เนวะสัญญานาสัญญา ยะตะนะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน.

8. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปัตติมัคคะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามิมัคคะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคามิมัคคะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะมัคคะ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปัตตผะละ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามิผะละ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคา มิผะละ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัต ตะผะละ ธาตุ สะมาธิญาณะสัมปันโน.

9. กุสะลาธัมมา อิติปิ โส ภะคะวา อะอา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ชัมภูทีปัญจะ อิสสะโร กุสะลาธัมมา นะโมพุทธายะ นะโมธัมมายะ นะโมสังฆายะ ปัญจะพุทธา นะมามิหัง อาปามะจุปะ ทีมะ สังอังขุ สังวิธา ปุกะยะปะ อุปะสะชะสะเห ปาสายะโสฯ โสโสสะสะ อะอะ อะอะนิ เตชะสุ เนมะภูจะนาวิ เว อะสังวิสุโลปุสะพุภะ อิสวาสุ.สุสวาอิ,กุสะลาธัมมา จิตติ วิอัตถิ. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง อะอายาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ สาโพธิปัญจะ อิสสะโร ธัมมา.กุสะลาธัมมา นันทะวิวังโก อิติสัมมาสัมพุทโธ สุคะลาโน ยาวิชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ.

10. จาตุมมะหาราชิกา อิสสะโร กุสะลาธัมมา อิติ วิชชาจะระณะ สัมปันโน อุ อุ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ.ตาวะติงสา อิสสะโร กุสะลาธัมมานันทะปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ยามา อิสสะโร กุสะลาธัมมา พรหมาสัททะ ปัญจะ สัตตะ สัตตา ปาระมี อะนุตตะโร ยะมะกะขะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ตุสิตา อิสสะโร กุสะลาธัมมา ปุยะ ปะกะ ปุริ สะทัมมะสาระถิ ยาวิชีวัง พุทธังสะระณังคัจฉามิ. นิมมานะระตี อิสสะโร กุสะลาธัมมา เหตุโปวะ สัตถา เทวะมะนุสสานัง ตะถา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี อิสสะโร กุสะลาธัมมา สังขาระขันโธ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ พุทธะปะผะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. พรหมา อิสสะโร กุสะลาธัมมา นัตถิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ฯ

11. นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ พุทธิลาโภกะลา กะระ กะนา เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ. นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ วัตติ วัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ. อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง พรหมสาวัง มะหาพรหมสาวัง จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง อิสีสาวัง มะหาอิสีสาวัง มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง สัปปุริสะสาวัง มะหาสัปปุริสะสาวัง พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชาธาระณังสาวัง สัพพะโลกาอิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ. สาวัง คุณัง วะชะ พะลัง เตชัง วิริยังสิทธิ กัมมัง ธัมมัง สัจจัง นิพพานัง โมกขัง คุยหะกัง ทานัง สีลัง ปัญญานิกขังปุญญัง ภาคะยัง ยะสัง ตัปปัง สุขัง สิริรูปัง จะตุวีสะติเทสะนัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ

12.นะโมพุทธัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม อิติปิ โส ภะคะวา. นะโม ธัมมัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สะวากขาโต ภะคะวาธัมโม. นะโม สังฆัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะ กะสังโฆ วาหะปะริตตัง. นะโมพุทธายะ มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ยาวะตัสสะ หาโย โมนะอุอะมะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา อุอะมะอะ วันทา นะโมพุทธายะ นะอะ กะตินิสะระณะ อาระปะขุทธัง มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ฯ

วิปัสสิต สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินาสสันตุ

คาถาชินบัญชร
ในการสวด คาถาชินบัญชร เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งๆ ขึ้น ก่อนจะเจริญภาวนาจึงขอให้ตั้งนะโม 3 จบ และน้อมจิตระลึกถึงคุณพระคุณสมเด็จโต ด้วยคำบูชาดังนี้
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา

อิติปิโสภะคะวา ยะมะ ราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

1. ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา.

3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.

4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก.

5. ทักขิเณสะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

6. เกสะโต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว.

7. กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเนนิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร.

8. ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลี นันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ตีละกา มะมะ.

9. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอตาสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเต เชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง.

11. ขันทะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา.
12. ชินาณา วะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลังกะตา
วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชณัตตุปัททะวา.

13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

14. ชินะปัญชะระมัชณัมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล
สะทา ปาเลน ตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

15. อิจเจวะมันโต สุคุโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ ฯ

บทแผ่เมตตาให้กับตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า มีความสุข
นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากความทุกข์
อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากเวร
อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
อะนีโฆ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้า มีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

บทแผ่ส่วนกุศล
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตา ปิ ตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหตุ สัพเพ เทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเว รี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

คำอธิษฐานอโหสิกรรม
ข้าพเจ้าอโหสิกรรม กรรมใดที่ทำแก่ผู้ใดในชาติใดๆ ก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมและนายเวรจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อไปเลยแม้แต่กรรมที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อไปด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า ครอบครัว บุตรหลาน ตลอดจนวงศาคณาญาติ และผู้อุปการคุณ ของข้าพเจ้ามีความสุข ความเจริญปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีและสิ่งที่ชอบด้วยเทอญ

คำขอขมาโทษ (กรรมชั่ว)
กรรมชั่วอันใดทีข้าพเจ้าทำไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ ใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เพราะความไม่รู้ เพราะความหลง เพราะความงาม เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ จงยกโทษ โปรดให้ข้าพเจ้า พ้นจากความทุกข์ยากลำบากเข็ญใจ ความทุกข์ขออย่าได้ ความไข้ขออย่าให้มี ขอให้มีความสุขสวัสดีมีชัย หายทุกข์ หายโศก หายโรค หายภัย หายอุบาทว์ เสนียดจัญไร อันตรายทั้งหลายจงเสื่อมไป สิ้นไป สูญไปหายไป ข้าพเจ้าจะปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สมความปรารถนา นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ
(จงตั้งจิตอธิษฐานตามความปรารถนาที่ต้องการตามใจชอบ)

คำกรวดน้ำของยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ด้วยเดชะผลบุญแห่งข้าพเจ้า ได้สร้างและสวด ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกนี้ ขอให้ค้ำชูอุดหนุน คุณบิดา มารดา พระมหากษัตริย์ ผู้มีพระคุณ ญาติกา ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวร และมิตรรักสนิท เพื่อน สรรพสัตว์น้อยใหญ่ พระภูมิเจ้าที่ เจ้ากรุงพาลี แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระโพสพ พญายมราช นายนิริยบาล ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ศิริคุตอำมาตย์ ชั้นจาตุมหาราชิกา เบื้องบนสูงสุดจนถึงภวัคระพรหม และเบื้องล่างต่ำสุด ตั้งแต่ โลกันตมหานรก และอเวจีขึ้นมาจนถึงโลกมนุษย์ สุดรอบขอบจักรวาล อนันตจักรวาล คุณพระศรีรัตนตรัย และเทพยดา ทั้งหลาย ตลอดทั้งอินทร์ พรหม ยม ยักษ์ คนธรรพ์ นาคา พระเพลิง พระพาย พระพิรุณ ท่านทั้งหลายที่ต้องทุกข์ ขอให้ พ้นจากทุกข์ ท่านทั้งหลายที่ได้สุขขอให้ได้สุขยิ่งๆขึ้นไปด้วยเดชะผลบุญแห่งข้าพเจ้าอุทิศให้ไปนี้ จงเป็นอุปนิสัยปัจจัย ให้ถึงพระนิพพานในปัจจุบัน และอนาคตกาล เบื้องหน้าโน้น เทอญ ฯ
พุทธัง อะนันตัง ธัมมังจักกะวาลัง สังฆัง นิพพานะ ปัจจะโย โหนตุ

คำอธิษฐานขอพร
ข้าพเจ้าขออาราธนาพระบารมี 30 ทัศ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เสด็จนิพพานไปแล้ว มากยิ่งกว่าเม็ดกรวดเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง 4 ด้วยเดชะพระพุทธานุภาพ พระธัมมานุภาพ พระสังฆานุภาพ พระบารมีพระโพธิสัตว์ พระปัจเจกโพธิสัตว์เจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายและพระบารมีขององค์พระสมณโคดมบรมครู ขอได้ส่งพลังมายังตัวข้าพเจ้า จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าหายจากโรคภัยไข้เจ็บ และสรรพเคราะห์ทั้งหลายในกายของข้าพเจ้าจงหายไปสิ้นทั้งหมด ขอให้ข้าพเจ้าและครอบครัวปลอดภัยจากราชภัยทั้งปวง ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ขอให้การประกอบอาชีพของข้าพเจ้าประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดไป ขอให้ข้าพเจ้าสมบูรณ์พร้อมด้วยอำนาจและตบะเดชสมบัติ ธนสารสมบัติ และบริวารสมบัติ ขอให้ข้าพเจ้าประสบความสุข ความเจริญ ความสำเร็จตามที่ข้าพเจ้าปรารถนาทุกประการ หากข้าพเจ้ายังไม่ถึงซึ่งนิพพาน ชาติหน้าขอให้ข้าพเจ้าได้ไปเกิดในตระกูลที่ดี เป็นผู้มีธรรมะบริสุทธิ์ สมบูรณ์พูนสุขทุกประการเทอญ(ปรารถนาสิ่งใด ขอจงตั้งจิตอธิษฐานตามต้องการ

คำอุทิศ

วิญญาณทุกดวงที่ตกทุกข์ได้ยาก ใช่ญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี เทวดาที่ปกปักรักษาสังขารร่างกายของข้าพเจ้าทุกๆ พระองค์ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่สืบๆ กันมา ขอให้ทุกท่านจงได้ส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย อุทิศให้ โดยทั่วถึงกัน เทอญ..

ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิต อุทิศผล บุญกุศล นี้ไป ให้ไพศาล
ถึงมารดา บิดา และอาจารย์ ทั้งลูกหลาน ญาติมิตร สนิทกัน
คนเคยร่วม ทำงาน การทั้งหลาย มีส่วนได้ ในกุศล ผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรม นายเวร และเทวัญ ขอให้ท่าน ได้กุศล ผลบุญนี้ เทอญ.

คำขอเบิกบุญ
“ข้าพเจ้ามีความตั้งใจที่จะทำ…..แต่ประสบปัญหาเรื่อยมา วันนี้บุญใดก็ดีที่ข้าพเจ้าได้ทำสำเร็จแล้ว (นึกถึงบุญที่เราได้ทำลงไป) ข้าพเจ้าขอใช้บุญนั้น วันนี้ เดี๋ยวนี้เพื่อให้…….สำเร็จด้วยเถิด สาธุ”
จบ บทสวดมนต์

บทสวดนี้ คนเคยทำแท้งควรจะสวดทุกวัน
ปัตติทานะคาถา
(นำ) หันทะ มะยัง ปัตติทานะคาถาโย ภะณามะ เสฯ
(รับ) ยาเทวะตา สันติ วิหาระวาสินี ถูเป ฆะเร โพธิฆะเร ตะหิง ตะหิงตา ธัมมะทาเนนะ ภะวันตุ ปูชิตา โสตถิง กะโรนเตธะ วิหาระมัณฑะเล เถรา จะ มัชฌา นะวะกา จะ ภิกขะโว สารามิกา ทานะปะตี อุปาสะกา คามา จะ เทสา นิคะมา จะอิสสะรา สัปปาณะภูตา สุขิตา ภะวันตุ เต ชะลาพุชา เยปิ จะ อัณฑะสัมภะวา สังเสทะชาตา อะถะ โว ปะปาติกา นิยยานิกัง ธัมมะวะรัง ปะฏิจจะ เต สัพเพปิ ทุกขัสสะ กะโรนตุ สังขะยังฯ ฐาตุ จิรัง สะตัง ธัมโม ธัมมัทธะรา จะ ปุคคะลา สังโฆ โหตุ สะมัคโค วะ อัตถายะ จะ หิตายะ จะ อัมเห รักขะตุ สัทธัมโม สัพเพปิ ธัมมะจาริโน วุฑฒิง สัมปาปุเณยยามะ ธัมเม อะริยัปปะเวทิตาฯ ปะสันนา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน พุทธะสาสะเน สัมมา ธารัง ปะเวจฉันโต กาเล เทโว ปะวัสสะตุ วุฑฒิ ภาวายะ สัตตานัง สะมิทธัง เนตุ เมทะนิง มาตาปิตา จะ อัตระชัง นิจจัง รักขันติ ปุตตะกัง เอวัง ธัมเมนะ ราชาโน ปะชัง รักขันตุ สัพพะทาฯ

กะระณียะเมตตะสุตตัง
กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิเสะเมจจะ สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ สันตินทริโย จะนิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง สุขิโน วา เขมิโน โหตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา

อะนะวะเสา ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะ มัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะ มะนุรักเข เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยา โน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะ เมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ

กรณียเมตตสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำพระภิกษุให้แผ่เมตตาจิตไปในมวลสัตว์ ตลอดจนเทพเทวา ภูตผี ปีศาจทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไร้พรมแดนขีดขั้น ไม่ว่าสัตว์นั้น หรือเขาผู้นั้นจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนาอะไร จะเกี่ยวข้องกับเราโดยความเป็นญาติ เป็นประเทศ เชื้อชาติ ศาสนาหรือไม่ก็ตามให้มีจิตกว้างขวางไร้ขอบเขตขีดขั้น ขอให้เขาได้มีความสุข หากทำได้เช่นนี้ นอกจากเทวดาจะไม่แสดงสิ่งที่น่ากลัวหลอกหลอนแล้ว ยังมีใจอนุเคราะห์พระภิกษุ โดยไมตรีจิตด้วยความอ่อนโยนมีเมตตา
เมื่อต้องเดินทางผ่านป่าเขาลำเนาไพร หรือไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ท่านให้สวดกรณียเมตตสูตร เพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภยันอันตราย อันจะเกิดจากอนุษย์ ภูตผี ปีศาจทั้งหลาย ให้เกิดเป็นความอ่อนโยน มีเมตตา

พระคาถาป้องกันภัยทั้งสิบทิศ
พระคาถาป้องกันภัยทั้งสิบทิศ (ของอาจารย์ฝั้น)
บูระพารัสมิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัสมิง พระธัมเมตัง บูระพารัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ

อาคะเนย์รัสมิง พระพุทธะคุณัง อาคะเนยรัสมิง พระธัมเมตัง อาคะเนยรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ

ทักษิณรัสมิง พระพุทธะคุณัง ทักษิณรัสมิง พระธัมเมตัง ทักษิณรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเยสัพพะทุกข์สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ
หรดีรัสมิง พระพุทธะคุณัง หรดีรัสมิง พระธัมเมตัง หรดีรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ

ปัจจิมรัสมิง พระพุทธะคุณัง ปัจจิมรัสมิง พระธัมเมตัง ปัจจิมรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ

พายัพรัสมิง พระพุทธะคุณัง พายัพรัสมิง พระธัมเมตัง พายัพรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ

อุดรรัสมิง พระพุทธะคุณัง อุดรรัสมิง พระธัมเมตัง อุดรรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ

อิสานรัสมิง พระพุทธะคุณัง อิสานรัสมิง พระธัมเมตัง อิสานรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ

อากาศรัสมิง พระพุทธะคุณัง อากาศรัสมิง พระธัมเมตัง อากาศรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ

ปะฐะวีรัสมิง พระพุทธะคุณัง ปะฐะวีรัสมิง พระธัมเมตัง ปะฐะวีรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ ฯ

คาถาสะเดาะเคราะห์ (ต่ออายุ)
อิติปิ โส ภะคะวา พระอาทิตย์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระจันทร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระอังคารเทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระพุธเทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระพฤหัสเทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระศุกร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระเสาร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา พระราหูเทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระเกตุเทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง
อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต
อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู
อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง
อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา ภะคะวาติฯ

บุญกุศล
คาถาสวดบูชาเจ้าแม่กวนอิม
นำโมไต๋ซื้อ ไต๋ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิม ผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ซื้อ ไต๋ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิม ผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ซื้อ ไต๋ปุย กิวโค่ว กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิม ผู่สัก (กราบ)
นำโมฮู๊ก นำโมหวบ นำโมเจ็ง นำโมกิ้วโค่ว กิวหลั่ง กวงสี่ อิมผู่สัก
ทั่งจีโต โอม เกียล้อฮวดโต เกียล้อฮวดโต เกียออฮวดโต ล้อเกียฮวดโต
ล้อเกียฮวดโต ซำผ่อออ เทียงล้อซิ้ง ตี่ล้อซิ้ง นั้งลี่หลั่ง หลั่งลี่ซิง เจ็กเฉียก
ใจเอียง ห่วยอุ่ยติ๊ง นำโมม่อออ ปวกเยี่ย ปอล้อบิ๊ก (กราบ)
หมายเหตุ: สามารถอธิษฐานเป็นภาษาไทยหรือภาษาอะไรก็ได้ เพราะว่าการสื่อความหมาย จะใช้แรงอธิษฐานที่เกิดจากความตั้งใจอันแน่วแน่ของผู้กราบไหว้เป็นสิ่งสำคัญ

คาถาบูชาพระปิยมหาราช (ร. 5)
ขั้นตอน : จุดธูป 5,9 หรือ 16 ดอก ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าคาถา ดังนี้
พระสยามมินโท วะโรอิติ พุทธะสังมิ อิติอะระหัง สะหัสสะกายัง วะรังพุทโธ นะโมพุทธายะฯ
ควรบูชาทุกวันอังคาร วันพฤหัสบดี (วันครู) สิ่งที่ท่านโปรด คือน้ำ มะพร้าวอ่อน, กล้วยน้ำว้า ,ทองหยิบ,ทองหยอด,เหล้าบรั่นดี,บุหรี่ ซิการ์,หมาก พลู,ข้าวคลุกกะปิ,พวงมาลัยมะลิ และดอกกุหลาบสีชมพู ในวันพระให้เว้นการถวายสิ่งที่เป็นอบายมุขเช่นเหล้า บุหรี่ อธิษฐานของสิ่งที่ต้องการอย่าบนบาลศาลกล่าว

วิธีแก้กรรม/ลดกรรมด้วยการใส่บาตรให้ถูกวิธีนั้น ท่าน พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ) แนะนำว่า ก่อนใส่บาตร
ให้จุดรูป 3 ดอกกลางแจ้งขอขมากรรมโดย ” ตั้งนะโม 3 จบ ” แล้วกล่าว
“กุศลที่ลูกได้ทำแล้ว ขอถวายแด่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 5 พระองค์ ขอให้ทุกพระองค์นำส่งบุญให้ข้าพเจ้ามี เดช ปัญญา โภคะ ขอให้สมหวัง สมปราถนาทุกเรื่อง ขอให้มีบุญบารมีเต็มขึ้น เกิดสภาวะธรรมตามบุญวาสนาที่ได้ทำมาจากทุกภพทุกชาติโดยเร็วเทอญ และขอ อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทุกภพทุกชาติ (วิญญาณ) ศัตรูหมู่มาร หมู่พาล (เช่น มนุษย์ ,หุ้นส่วน, เพื่อน, ในครอบครัว) ทุกภพทุกชาติ (เอ่ยชื่อได้ยิ่งดี) ขอให้อโหสิกรรม ขอให้ขาดจากกัน ณ เดี๋ยวนี้เทอญ ขอให้อุปถัมภ์ค้ำจุนข้าพเจ้า”
ถ้าทำบุญด้วยข้าวสารเป็นกระสอบ หรือถมทราย ดิน ก็ตั้งจิตอธิฐานว่า “ผลบุญนี้ขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวยเหมือนเมล็ดข้าวสาร เม็ดทราย ดิน เจ้ากรรมนายเวรตามเมล็ดข้าวสาร ตามเม็ดทรายดิน ขอให้ได้รับ และขอให้อโหสิกรรมหลุดขาดจากกัน ณ บัดนี้ เดี๋ยวนี้เทอญ ขอให้ข้าพเจ้ามีแต่ความเจริญรุ่งเรืองพบแต่ผู้อุปถัมภ์ค้ำชู”
กรณีดวงตกมาก ขอให้แผ่บุญให้ตนเองให้มากๆ บางท่านก็แผ่ให้ผู้อื่นจนลืมให้ตัวเอง ตัวเราเองต้องมีบุญบารมีแก่กล้าจริงๆ จึงจะช่วยและให้ผู้อื่นได้ ควรสวด อิติปิโสฯ เลยอายุ 1 จบ มีเวลาขอให้ไปปฏิบัติธรรม/วิปัสสนาด้วย จะเกิดผลเร็ว โทสะจะน้อยลง ควรแผ่เมตตาให้มากๆ วันละ 10-30 ครั้ง การแผ่เมตตาที่ได้ผลนั้น ท่านพระธรรมสิงหบุราจารย์แนะนำว่า ถ้าจะกรวดน้ำต้องกรวดน้ำลงดินทุกครั้ง วันละ 100 ครั้ง เจ้ากรรมนายเวรจะหาย 100 เท่า 100 วิญญาณ หรือ ใช้สมาธิกำหนดอธิษฐานจิตด้วยความตั้งใจ ประกอบด้วยความมีสติ และสัมปชัญญะ แผ่เมตตาออกจากลิ้นปี่ แล้วอุทิศส่วนกุศลจากจักระ 6 หรือบริเวณตาที่สาม ที่กลางหน้าผากต่ำลงเล็กน้อยจะได้ผลมากขึ้น

(คำว่า อุทิศบุญ ใช้กับผู้ตาย นำส่งบุญ ใช้กับผู้ยังมีชีวิตอยู่ ถวายบุญกุศล ใช้กับสัมมาสัมพุทธเจ้า)

คาถาบารมี ๙ ชั้น บารมี ๓๐ ทัศ (ครูบาศรีวิชัย)
จากการบอกเล่ามีเนื้อความว่า …ครั้งหนึ่ง สมัยครูบาศรีวิชัยเจ้าออกเดินธุดงส์ไปตามตางแถบภาคเหนือ ในตอนท่านเดินตางผ่านโต้งนาแห่งหนึ่ง ท่านก็ได้ปะเถียงนาหรือห้างนาหลัง เถียงนาหลังนั้นถูกไฟไหม้แต่ไฟไหม้บ่หมด ยังเหลืออยู่ตรงใจคา ท่านก็เข้าไปผ่หันใส่ปั๊บสาใบลานเหน็บอยู่ตั๊ดชายคา เขียนด้วยตั๋วเมือง ซึ่งเป็นคาถาบารมี ๓๐ ทัศ มาจนถึงปัจจุบันนี้…
บทสวด
สาธุ สาธุ สาธุ พระปัญญาปารมีสามสิบตั๊ด สาธุพระปัญญาปาระมีวังแวดล้อม วิริยะปาระมีล้อมระวังดี ศีลปาระมีบังหอกดาบ เมตตาปารมีผาบแป๊ทังปืน ทานนะปาระมีหื้อเป๋นผืนตั้งต่อ อุเบกขาปาระมีหื้อก่อเป๋นเวียง สัจจะปาระมีแวดระวังดีเป๋นใต้ ขันติปารมีก๋ายเป๋นหอกดาบบังหน้าไม้และปืนไฟ อธิฐานะปารมีผันผาบไปทุกแห่ง แข็งๆ แรงๆ ผายปราบฝูงหมู่มาร ผีสางพรายเผด ทุกทวีปภพถีบผั้งผายหนี นางธรณีอัศจรรย์ โสสะหมื่นผันอยู่ข้าง น้ำนทีนองกว้างต่อกว้างแตกตีฟองนานองนานอก เป๋นเข้าตอกดอกไม้ถวายบูชาพระแก้วแก่นไม้สะทัน พระพุทธังจุ่งมาผายโผดอนุญาโตดโผดผู้ข้าแต๊ดีหลี แม่ธรณีออกมารีดผมอยู่ที่ข้างธาตุจ้างร้ายข่ายคะจังงาสับดินพ่นน้ำนทีนองผัดผาย คอพรายหักทบท้าวพญามารอ่าวๆปูนกั๋วกราบยอมือขึ้นทูนหัวใส่เกล้า ผู้ข้านี้ได้จื่อว่าลูกศิษย์พระพุทธเจ้าต๋นมีบุญสมภารอันมากนัก พระพุทธเจ้าจึงจัดตั้งปารมีไว้เก้าจั้น ตั้งไว้ตั้งหน้าก่ได้เก้าจั้น ตั้งไว้ตังหลังก่าได้เก้าจั้น ตั้งแต่หัวแผวตีน ก่ได้เก้าจั้น ตั้งแต่ตีนแผวหัวก่าได้เก้าจั้นแสนวา ลูกปืนจักมาเสมอเหมือนฝนแสนห่า ก่จักบ่มาไก้ ข้าเจ้าก่เลยได้ว่า พุทธะคุนัง ธรรมมะคุนัง สังฆะคุนัง พุทธะอินทา ธรรมะอินทา สังฆะอินทา อัสอับอั้นแม่ธรณีผู้อยู่เหนือน้ำ ผู้อยู่ก้ำแผ่นดิน กอนข้าได้ระลึกกึ๊ดถึงคุณพระบิดา คุณพระมารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณพระแก้วตังสามผะกาน คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณแดด คุณฝน คุณลม คุณกุศลราชเจ้าก่ดี คุณพรุะต๋นภาวนาก่ดี คุณนางอุตราก่ดี คุณธรณีเจ้าก่ดี ขอหื้อจุ่งมาจ่วยฮักษาตังก้ำหน้าและก้ำหลังตนตั๋วแห่งข้าพระเจ้าในคืนวันนี้ยามนี้จุ่งแต๊ดีหลีแด่เต๊อะ
พุทโธ พุทธังรักษา ธัมโม ธัมมังรักษา สังโฆ สังฆังรักษา
พุทโธ พุทธังอะระหัง ธัมโม ธัมมังอะระหัง สังโฆ สังฆังอะระหัง
พุทโธ พุทธังกัณหะ ธัมโม ธัมมังกัณหะ สังโฆ สังฆังกัณหะ
อายุ วรรณโณ สุขัง พะลัง สาธุ
จบบทสวด
แปลเป็นภาษาไทยกลาง
สาธุ สาธุ พระปัญญาบารมีสามสิบทัศ สาธุพระปัญญาบารมีวังแวดล้อม วิริยะบารมีล้อมระวังดี ศีละบารมีบังหอกดาบ เมตตาบารมีปราบแพ้ทั้งปืน ทานะบารมีให้เป็นผืนตั้งต่อ อุเบกขาบารมีให้ก่อเป็นเวียงศรี สัจจะบารมีแวดระวังดีเป็นไม้ไต้ ขันติบารมีกลายเกิดเป็นหอกดาบบังหน้าไม้และปืนไฟ อธิษฐานะบารมีผันปราบไปทุกแห่ง แข็งแข็ง แรงแรง ปราบฝูงหมู่มาร ผีสาง พรายเปรตทุกทวีปพบถีบพังพ่ายหนี นางธรณีอัศจรรย์รูดมวยผมผันอยู่คว้าง ๆ น้ำนทีนองกว้างต่อกว้างแตกตีฟองนะนอง นะนอกเป็นข้าวตอกดอกไม้ มาถวายบูชาพระแก่นไท้ทรงธรรม์ พระพุทธังจุ่งมาผายโปรดจุ่งอนุญาตโทษโปรดผู้ข้าแท้ดีหลี นางธรณีออกมารีดผมอยู่ธาตุช้างร้ายค่ายคะจังงาสับดินพ้นน้ำนทีลงพัดพ่ายคอพลายหักทบท่าว พญามารอ้าวอ้าวปูนกลัวกราบยกมือไหว้ทูนใส่หัวเกล้า ข้าผู้นี้ชื่อว่าศิษย์พระพุทธเจ้าตนมีบุญสมภารอันมาก พระพุทธเจ้าจึงตั้งพระปัญญาบารมีไว้เก้าชั้น ตั้งไว้ข้างหลังได้เก้าชั้น ตั้งแต่หัวถึงตีนก็ได้เก้าชั้น ตั้งแต่ตีนถึงหัวก็ได้เก้าชั้นแสนวาลูกปืนจักมาเสมอเหมือนฝนแสนห่าก็บ่มีจักมาใกล้ได้ ข้าพเจ้าจึงไหว้ว่า พระพุทธะคุณณัง พระธรรมะคุณณัง พระสังฆะคุณณัง พุทธะอินทรา ธรรมะอินทรา สังฆะอินทรา อัสสะอับ แม่ธรณีอยู่เหนือน้ำผู้อยู่ค้ำแผ่นดิน ครั้นข้าพเจ้าได้ระลึกถึงยังคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมะเจ้า คุณพระสังฆะเจ้า คุณพระบิดา คุณพระมารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณพระแก้วเจ้าทั้งสามประการคือ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณแดด คุณฝน คุณน้ำ คุณลม คุณกุสสะราชเจ้าก็ดี คุณภาวนาก็ดี คุณนางอุทราก็ดี คุณพระปัจเจกกะเจ้าก็ดี คุณแม่ธรณีก็ดี ขอจงมารักษายังตนตัวแห่งข้าในคือวันยามนี้เทอญ
พุทโธ พุทธังรักษา ธัมโม ธัมมังรักษา สังโฆ สังฆังรักษา
พุทโธ พุทธังอะระหัง ธัมโม ธัมมังอะระหัง สังโฆ สังฆังอะระหัง
พุทโธ พุทธังกันหะ ธัมโม ธัมมังกันหะ สังโฆ สังฆังกันหะ
อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง ฯ
คำไหว้บารมี 30 ทัศ(แบบครูบาศรีวิชัย)
ทานะ ปาระมี สัมปันโน , ทานะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
สีละ ปาระมี สัมปันโน , สีละ อุปะปารมี สัมปันโน , สีละ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
เนกขัมมะ ปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะ อุปะปารมี สัมปันโน , เนกขัมมะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ปัญญา ปาระมี สัมปันโน , ปัญญา อุปะปารมี สัมปันโน , ปัญญา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
วิริยะ ปาระมี สัมปันโน , วิริยะ อุปะปารมี สัมปันโน , วิริยะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ขันตี ปาระมี สัมปันโน , ขันตี อุปะปารมี สัมปันโน , ขันตี ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
สัจจะ ปาระมี สัมปันโน , สัจจะ อุปะปารมี สัมปันโน , สัจจะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
อะธิฏฐานะ ปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ อุปะปารมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
เมตตา ปาระมี สัมปันโน , เมตตา อุปะปารมี สัมปันโน , เมตตา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อุเปกขา อุปะปารมี สัมปันโน , อุเปกขา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ทะสะ ปาระมี สัมปันโน , ทะสะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทะสะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นะมามิหัง
คำแปล
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือทาน ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งทานบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือทานอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือศีล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งศีลบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือศีลอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือเนกขัมมะ ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งเนกขัมมะบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือเนกขัมมะอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือปัญญา ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งปัญญาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือปัญญาอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือวิริยะ ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งวิริยะบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือวิริยะอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือขันติ ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งขันติบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือขันติอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือสัจจะ ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งสัจจะบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือสัจจะอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคืออธิษฐาน ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งอธิษฐานบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคืออธิษฐานอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือเมตตา ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคือเมตตาอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคืออุเบกขา ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นแห่งอุเบกขาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งบารมีคืออุเบกขาอันมีประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง บารมีคือทสบารมี ทรงถึงพร้อมแล้ว ซึ่งอุปบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งปรมัตถบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระเมตตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระไมตรีบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระกรุณาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระมุทิตาบารมี ทรงถึงพร้อมแล้วซึ่งพระอุเบกขาบารมี
ข้าพเจ้า ย่อมถึง ซึ่พระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก
ข้าพเจ้า ย่อมถึง ซึ่งพระธรรม ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก
ข้าพเจ้า ย่อมถึง ซึ่พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก
ข้าพเจ้าย่อมนอบน้อม
อธิบาย บารมี 30 ทัศ
การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาตินั้นๆ บารมีที่บำเพ็ญนั้นคือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี รวมเรียกว่าบารมี ๓๐ (๓ x ๑๐) โดยแบ่งเป็นบารมีชั้นธรรมดา ๑๐ (บารมี) บารมี ชั้นกลาง ๑๐ (อุปบารมี) และ บารมีชั้นสูง ๑๐ (ปรมัตถบารมี) รวมเป็นบารมี ๓๐ ประการ ในอรรถกถาจริยาปิฎกพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ ได้จัดชาดกเรื่องต่างๆ ลงในบารมีทั้ง ๓๐ ประการ มีนัยโดยสังเขปที่น่าศึกษา ดังนี้
๑. ทานบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีวิราช (๒๗/๔๙๙) ทรงบำเพ็ญทานอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร (๒๘/๕๔๗) และทรงบำเพ็ญทานปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกระต่ายป่าสสบัณฑิต (๒๗/๓๑๖)
๒. ศีลบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญศีลบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัตทันต์เลี้ยงมารดา (๒๗/๗๒) ทรงบำเพ็ญศีลอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญานาคภูริทัต (๒๘/๕๔๓)
๓. เนกขัมมบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นอโยฆรราชกุมาร (๒๗/๕๑๐) ทรงบำเพ็ญเนกขัมมอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นหัตถิปาลกุมาร (๒๗/๕๐๙) และทรงบำเพ็ญเนกขัมมปรมัตถบารมี ในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจูฬสุตโสม (๒๗/๕๒๗)
๔. ปัญญาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นสัมภวกุมาร (๒๗/๕๑๕) ทรงบำเพ็ญปัญญาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นอำมาตย์วิธุรบัญฑิต (๒๘/๕๔๖) และทรงบำเพ็ญปัญญาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นเสนกบัณฑิต (๒๗/๔๐๒)
๕. วิริยบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญวิริยบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญากปิ (๒๗/๕๑๖) ทรงบำเพ็ญวิริยอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีลวมหาราช (๒๗/๕๑) และทรงบำเพ็ญวิริยปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก (๒๘/๕๓๙)
๖. ขันติบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญขันติบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นจูฬธัมมปาลราชกุมาร (๒๗/๓๕๘) ทรงบำเพ็ญขันติอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นธัมมิกเทพบุตร (๒๗/๔๕๗) และทรงบำเพ็ญขันติปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นขันติวาทีดาบส (๒๗/๓๑๓)
๗. สัจจบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญสัจจบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นวัฏฏกะ (ลูกนกคุ่ม (๒๗/๓๕) ทรงบำเพ็ญสัจจอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญาปลาช่อน (๒๗/๗๕) และทรงบำเพ็ญสัจจปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหาสุตโสม (๒๘/๕๓๗)
๘. อธิษฐานบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญากุกกุระ (๒๗/๒๒) ทรงบำเพ็ญอธิษฐานอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นมาตังคบัณฑิต (๒๗/๔๙๗) และทรงบำเพ็ญอธิษฐานปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเตมิยราชกุมาร (๒๘/๕๓๘)
๙. เมตตาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นสุวรรณสามดาบส (๒๘/๕๔๐) ทรงบำเพ็ญเมตตาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกัณหาทีปายนดาบส (๒๗/๔๔๔) และทรงบำเพ็ญเมตตาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าเอกราช
๑๐. อุเบกขาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกัจฉปบัณฑิต (๒๗/๒๗๓) ทรงบำเพ็ญอุเบกขาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญามหิส (๒๗/๒๗๘) และทรงบำเพ็ญอุเบกขาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นโลมหังสบัณฑิต (๒๗/๙๔) หมายเหตุ เลขหน้าเป็นลำดับเล่มพระไตรปิฎก เลขหลังเป็นลำดับชาดก เช่น (๒๗/๒๗๓) หมายถึง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ ชาดกเรื่องที่ ๒๗๓)
• การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาติหนึ่ง ๆ มิใช่ว่าจะทรงบำเพ็ญบารมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ทรงบำเพ็ญทานบารมี หรือทรงบำเพ็ญศีลบารมีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในชาติเดียวกันนั้น ได้บำเพ็ญบารมีหลายอย่างควบคู่กันไป แต่อาจเด่นเพียงบารมีเดียว ที่เหลือนอกนั้นเป็นบารมีระดับรอง ๆ ลงไป เช่น ในชาติที่เป็นพระเวสสันดรทรงบำเพ็ญบารมีครบทั้ง ๑๐ บารมี

มงคลจักรวาฬใหญ่
สิริธิติมะติเตโชชะยะสิทธิมะหิทธิมะหาคุณาปะริมิตะปุญญาธิการัสสะ สัพพันตะรายะนิวาระณะสะมัตถัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ทวัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณานุภาเวนะ อะสีตยานุพยัญชะนานุภาเวนะ อัฏฐุตตะระสะตะมังคะลานุภาเวนะ ฉัพพัณณะรังสิยานุภาเวนะ เกตุมาลานุภาเวนะ ทะสะปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะอุปะปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะปะระมัตถะปาระมิตานุภาะเวนะ สีละสะมาธิปัญญานุภาเวนะ พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ เตชานุภาเวนะ อิทธานุภาเวนะ พะลานุภาเวนะ เญยยะธัมมานุภาเวนะ จะตุราสีติสะหัสสะ ธัมมักขันธานุภาเวนะ นะวะโลกุตตะระธัมมานุภาเวนะ อัฏฐังคิกะมัคคานุภาเวนะ อัฏฐะสะมาปัตติยานุภาเวนะ ฉะฬะภิญญานุภาเวนะ จะตุสัจจะญาณานุภาเวนะ ทะสะพะละญาณานุภาเวนะ สัพพัญญุตะญาณานุภาเวนะ เมตตากะรุณามุทิตาอุเปกขานุภาเวนะ สัพพะปะริตตานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะสะระณานุภาเวนะ ตุยหัง สัพพะโรคะโสกุปัททะวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา วินัสสันตุ สัพพะอันตะรายาปิ วินัสสันตุ สัพพะสังกัปปา ตุยหัง สะมิชฌันตุ ทีฆายุตา ตุยหัง โหตุ สะตะวัสสะชีเวนะ สะมังคิโก โหตุ สัพพะทา ฯ อากาสะปัพพะตะวะนะภูมิคังคามะหาสะมุททา อารักขะกา เทวะตา สะทา ตุมเห อะนุรักขันตุ ฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ภะวะตุ สัพพะ มังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว ฯ

เมตตาพรหมวิหาระภาวนา (มหาเมตตาใหญ่)
เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อารา เมฯ
ตัตตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะวะโต ปัจจัสโสสุงฯ
ภะคะวา เอตะทะโวจะ เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเส วิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ
วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาฯ กะตะเม เอกาทะสะ?
(1) สุขัง สุปะติ (2) สุขัง ปะฏิพุชฌะติ (3) นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ (4) มะนุสสานัง ปิโย โหติ
(5) อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ (6) เทวะตา รักขันติ (7) นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ (8) ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ
(9) มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ (10) อะสัมมุฬฬะโห กาลัง กะโรติ (11) อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พรหมมะโลกูปะโค โหติฯ
เมตตายะภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ
ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏิฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ อิเม เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาฯ
อัตถิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
อัตถิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
อัตถิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
กะตีหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
กะตีหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
กะตีหาการเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุติฯ
สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
กะตะเมหิ ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

(1) สัพเพ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปาณา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติ
อิเมหิ ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
กะตะเมหิ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

(1) สัพเพ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติ
อิเมหิ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
กะตะเมหิ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ?

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขะณายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10)สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิยายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขินายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10)สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10)สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10)สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตารายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(1) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(2) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(3) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(4) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(5) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(6) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(7) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(8) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(9) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(10) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติฯ

อิเมหิ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
สัพเพสัง สัตตานัง ปีฬะนัง วัชเชตวา
อะปีฬานะยะ อุปะฆาตัง วัชเชตวา
อะนุปิฆาเตนะ สันตาปัง วัชเชตวา
อะสันตาเปนะ ปะริยาทานัง วัชเชตวา
อะปะริยาทาเนนะ วิเหสัง วัชเชตวา
อะวิเหสายะ สัพเพ สัตตา อะเวริโน โหนตุ มา เวริโน สุขิโน โหนตุ มา ทุกขิโน สุขิตัตตา โหนตุ มา
ทุกขิตตาติ อิเมหิ อัฏฐะหากาเรหิ สัพเพ สัตตา เมตตายะตีติ เมตตา ตัง ธัมมัง เจตะยะตีติ
เจโต สัพพะพะยาปะทะปะริยุฏฐาเนหิ มุจจะตีติ เมตตา จะ เจโตวิมุตติ จาติ เมตตาเจโตวิมุตติฯ
เมตตา พรหมมะวิหาระภาวะนา นิฏฐิตา.

เมตตาพรหมวิหาระภาวนา (มหาเมตตาใหญ่แปล)
ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้ว่า ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ซึ่งเป็นอารามของท่านอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี ใกล้เมืองสาวัตถีฯ ณ โอกาสนั้นและรพผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายฯ พระภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ได้ตอบรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญฯ พระผู้มีพระภาคได้ประทานพระดำรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย (คนผู้เจริญเมตตาภาวนาเป็นประจำ) หวังได้แน่นอน (ที่จะรับ) อานิสงส์ 11 ประการ ของเมตตาเจโตวิมุติ ที่ตนต้องเสพ (ทำให้ชำนาญ) แล้ว ทำให้เจริญขึ้นแล้ว ทำให้มากแล้ว สั่งสม (ด้วยวสี 5 ประการ) ดีแล้ว ทำให้บังเกิดขึ้นด้วยดีแล้วฯ อานิสงส์ 11 ประการ (ของเมตตาเจโตวิมุติ) คืออะไรบ้าง (อานิสงส์ 11 ประการ ของเมตตาเจโตวิมุติ คือ)
(1) นอนหลับเป็นสุข
(2) ตื่นเป็นสุข
(3) ไม่ฝันร้าย
(4) เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
(5) เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
(6) เทวดาทั้งหลายเฝ้ารักษา
(7) ไฟ ยาพิษ หรือ ศัสตรา ไม่กล้ำกราย (ในตัว) ของเขา
(8) จิตเป็นสมาธิเร็ว
(9) ผิวหน้าผ่องใส
(10) ไม่หลงตาย
(๑๑) ยังไม่บรรลุคุณธรรมเบื้องสูง ก็จะบังเกิดในพรหมโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้เจริญเมตตาภาวนาเป็นประจำ หวังได้แน่นอนที่จะได้รับ อานิสงส์ 11 ประการของเมตตาเจโตวิมุติ ที่ตนส้องเสพ ทำให้ชำนาญ แล้วทำให้เจริญขึ้นแล้ว ทำให้มากแล้ว สั่งสม ด้วยวสี 5 ประการดีแล้ว ทำให้บังเกิดขึ้นด้วยดีแล้วฯ
เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปไม่เจาะจง (บุคคล) มีอยู่
เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปเจาะจง บุคคล มีอยู่
เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปในทิศที่มีอยู่ฯ
เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจง (บุคคล) มีกี่อย่าง
เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปโดยเจาะจง (บุคคล) มีกี่อย่าง
เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปในทิศ มีกี่อย่าง
เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปไม่เจาะจง (บุคคล) มี 5 อย่าง
เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยเจาะจง (บุคคล) มี 7 อย่าง
เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปในทิศมี 10 อย่างฯ
เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปไม่เจาะจง (บุคคล) 5 อย่างมีอะไรบ้าง?
เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปไม่เจาะจง (บุคคล) 5 อย่าง คือ
(1) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ
(2) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ
(4) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ
(5) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ
เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยเจาะจง (บุคคล) 7 อย่าง มีอะไรบ้าง
(เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยเจาะจง (บุคคล) 7 อย่าง คือ)
(1) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปในทิศ 10 อย่าง มีอะไรบ้าง (เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปในทิศ 10 อย่าง คือ)

(1) ประเภทที่ 1
(1) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(2) ประเภทที่ 2
(1) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(3) ประเภทที่ 3
(1) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(4) ประเภทที่ 4
(1) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(5) ประเภทที่ 5
(1) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(6) ประเภทที่ 6
(1) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอสตรีทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(7) ประเภทที่ 7
(1) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอบุรุษทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(8) ประเภทที่ 8
(1) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอพระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(9) ประเภทที่ 9
(1) ขอปุถุชนขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(10) ประเภทที่ 10
(1) ขอเทวดาขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอผู้มีเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ

(11) ประเภทที่ 11
(1) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(12) ประเภทที่ 12
(1) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศบูรพา (ตะวันออก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(2) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศปัจจิม (ตะวันตก) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(3) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอุดร (เหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(4) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศทักษิณ (ใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(5) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(6) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(7) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(8) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(9) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
(10) ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ
เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงด้วยอาการ 8 นี้ คือ
ด้วยการเว้นการบีบคั้น ไม่บีบคั้นสัตว์ทั้งปวง 1
ด้วยการเว้นการฆ่า ไม่ฆ่าสัตว์ทั้งปวง 1
ด้วยการเว้นการทำให้เดือดร้อน ไม่ทำสัตว์ทั้งปวงให้เดือดร้อน 1
ด้วยการเว้นการย่ำยี ไม่ย่ำยีสัตว์ทั้งปวง 1
ด้วยการเว้นการเบียดเบียน ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง 1
ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่าได้มีเวร 1
จงเป็นผู้มีสุข อย่ามีทุกข์ 1
จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์ 1
จิตชื่อว่า เมตตา เพราะรัก ชื่อว่า เจโต เพราะคิดถึง ธรรมนั้น ชื่อ วิมุติ เพราะพ้นจากพยาบาท และ ปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วย เป็นเจโตวิมุติด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมตตาเจโตวิมุติฯ
เมตตาพรหมวิหารภาวนา

“อานิสงค์จากการสวดมนต์ที่ถูกต้อง”
ที่มา torthammarak.wordpress.com/
1.สวดมนต์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเป็นบุญที่ได้กล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ บทสวดพุทธมนต์นั้น มาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าที่ได้ทรงสอนสั่งสาวกและมีการจำและท่องสืบกันมา จนถึงมีการจดบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ผู้ที่ได้มีโอกาสสวดมนต์ในชีวิต เป็นการเปล่งคำศักดิ์สิทธิ์ถวายเป็นพุทธเจ้า เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าและย่อมได้บุญกุศล
2. เกิดผลดีต่อร่างกาย คนที่สวดมนต์เป็นประจำนั้น ทางการแพทย์สมัยใหม่รับรองแล้วว่า การสวดมนต์ทำให้เกิดความสุขได้จริงในจิตใจ ส่งผลต่อร่างกายให้หลั่งสารความสุขออกมา ร่างกายก็จะแข็งแรง ใบหน้าสดใส ครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณถึงปัจจุบันทราบถึงเคล็ดลับลับสำคัญ ให้สังเกตว่าท่านจะมีอายุยืนมาก และบรรพบุรุษของเรานั้น ท่านสวดมนต์เป็นประจำอายุท่านจึงยืนยาว ไม่เหมือนคนในปัจจุบันที่ห่างเหินการสวดมนต์มาก อายุจึงสั้น
3. เป็นการบำเพ็ญภาวนาอย่างหนึ่ง ทำให้มีสมาธิจิตใจ แจ่มใส การสวดมนต์เป็นการสร้างสมาธิวิธีการหนึ่ง เมื่อจิตที่มีสมาธิย่อมแจ่มใส มีกำลัง คิดอ่านแก้ไขปัญหาอะไรก็จะทำได้ง่ายเพราะมีสติกำกับอยู่
4. เป็นที่โปรดโปรนของเหล่าเทพเทวดาและดวงจิตวิญญาณทั้งปวง แม้ผู้ใดไม่ว่าจะเป็นพรหมเทพเทวดา สรรพสัตว์ทั้งหลาย ดวงจิตวิญญาณทั้งหลาย เมื่อได้ยินบทสวดนั้นจะพบกับความเย็นสบาย คลายทุกข์ ทำให้นิยมชมชอบคนที่สวดด้วย และเมื่อยินก็จะช่วยปกป้องรักษาคนที่สวด
5. เกิดบุญจากการแผ่เมตตา เมื่อสวดมนต์เสร็จสิ้น มีการแผ่เมตตาแก่ตนเองและเหล่าสรรพสัตว์ย่อมเกิดอานิสงส์บุญเกิดขึ้น
6. ได้รับพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนที่สวดมนต์เป็นประจำนั้นย่อมได้รับการอวยพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอ เพราะเป็นผู้สร้างกรรมดีจากการสวดมนต์และแผ่เมตตา
7. สร้างสิริมงคลต่อตนเอง และครอบครัว ปัดเป่าภัยพิภัย โรคร้ายได้จริง ทุกบทสวดมนต์นั้นมาจากอักขระที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจดลบันดาลให้สิ่งอัปมงคลนั้นออกไปจากชีวิต และสร้างสิริมงคลให้กับคนที่สวด ยิ่งสวดมากก็จะมีสิริมงคลมากขึ้น ทำอะไรก็สำเร็จโดยง่าย
8. สามารถแผ่บุญไปช่วยผู้อื่นที่เดือดร้อนได้ บทสวดมนต์ทุกบทนั้น สมารถแผ่บุญกุศลไปช่วยผู้อื่นที่เดือดร้อนได้ทุกเรื่อง ยิ่งเป็นสายเลือดเดียวกันจะยิ่งเร็วขึ้น เพราะมีทั้งบุญและกรรมผูกพันกันมา อานิสงส์ที่ดังที่กล่าวมาข้างต้นคงพอจะทำให้ทุกท่านเข้าใจ เรื่อง อานิสงส์ หรือ ประโยชน์ที่จะรับจากการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ
ตลอดจนการแผ่เมตตาเป็นอย่างดีแล้วอย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงประโยชน์เบื้อง ต้นเท่านั้นความจริงแล้วมีอานิสงส์ที่จะได้รับทางอ้อมทางลึกอีกมากมายกว่า นี้นักแต่เป็น “ปัจจัตตัง” หรือรู้ได้เฉพาะตัวของแต่ละคนไป โปรดจำไว้เสมอว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นต้องปฏิบัติเองถึงจะได้
9. เป็นพื้นฐานไปสู่การก่อนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานชั้นสูงต่อไป เมื่อทุกท่านทราบถึงการที่จะต้องทำอย่างไรก่อนถึงจะเริ่มต้นการสวดมนต์ ที่ครบถ้วนทุกประการแล้ว ต่อไปนี้จะขอนำทุกท่านพบกับวิธีการสวดให้ชีวิตดี สวดให้สุข สวดให้รวย กันในลำดับต่อไป

วิธีแก้กรรมด้วยตนเอง

วิธีแก้กรรมด้วยตนเอง
กรรมเกิดจากการกระทำ (สิ่งใดสิ่งหนึ่งดังนี้)
1.เคยทำแท้งไหม
2.เคยทำบุญให้บรรพบุรุษไหม
3.เข้าใจครอบครัว สามี ภรรยา ลูกหรือเปล่า
4.เคยผิดศีลกาเม ในชาติก่อนและชาตินี้ไหม
5.ทำผิดต่อเจ้าที่เจ้าทางไหม
วิธีแก้กรรม

สำคัญที่สุดคือ เจริญสติ นั่งสมาธิ ตามรูปแบบการเจริญภาวนา สติปัฏฐาน 4
1.นิมนต์พระเลี้ยง ทำบุญบ้าน วันเกิด สวดชะยันโต ขอพร ประพรมน้ำมนต์ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข และถวายสังฆทานสวดอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้อโหสิกรรม
2.ไปถวายผ้าบังสุกุลอุทิศให้บรรพบุรุษให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข หรือทำบุญให้บรรพบุรุษให้ได้รับกุศล
3.เคยบอกรักสามี-ภรรยาและลูกบ้างไหม ทำเดี๋ยวนี้ จะทำให้เขาเข้าใจมากขึ้นว่าเรารัก
4.สวดมนต์ทุกวันเกิดตนเอง ขอพรเทพประจำตัวให้คุ้มครองครอบครัวให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
5.ตั้งเครื่องเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทางด้วยอาหารคาวหวานชุดใหญ่ อธิษฐานจิตต่อพระภูมิเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือนขอให้ยกโทษให้ ไม่ว่าท่านจะล่วงเกินโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ขออย่าได้ถือโทษเอาผิด ขอพรให้อำนวยโชคลาภและความร่มเย็นเป็นสุขให้ครอบครัวท่าน

กรรมส่งผลให้เสียเงินตลอด
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.เคยเอาเงินเขามาในชาติอดีตแล้วไม่คืน
2.ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยแพง
3.โกงคนในชาติปัจจุบัน
4.ทำแท้ง
5.ยุยงให้คนเสียเงิน โดยรู้ว่าผิดก็ให้ทำ
วิธีแก้กรรม
1.พยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทุกวันเกิด ให้ผู้ที่เคยล่วงเกินกันมาตั้งแต่อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
2.หากมีคนที่ล่วงเกินยังมีชีวิตอยู่ หาเงินไปคืนและขออโหสิกรรม เพื่อชีวิตเราจะได้ดีขึ้นต่อไป
3.ตักบาตรวันโกน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรและวิญญาณเด็กที่ตามมาให้ได้รับกุศล และเปิดทางให้ชีวิตดีขึ้น
4.ทำกุศลกับผู้มีพระคุณและช่วยคนไว้ เพื่อยามทุกข์ยากจะได้มีคนมาเหลียวแล และดูแลเราบ้าง
5.สวดมนต์ทุกวันเกิด และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
กรรมส่งผลให้ต้องสะเดาะเคราะห์
เกิดจากปรากฎการณ์ดังต่อไปนี้
เมื่อดาวพระเคราะห์ที่ให้โทษเข้าเสวยอายุ ก็จะประสบเคราะห์ร้าย เช่น ป่วยหนัก อุบัติเหตุ เสียเงิน จึงต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ชอบทำร้ายคนต่ำกว่าให้ทุกข์ทรมาน หรือ ป่วยหนัก
2.ฆ่าสัตว์ไว้ ผิดศีลข้อ 1
วิธีแก้กรรม
1.กินเจ 7 วัน อุทิศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เคยทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติปัจจุบันชาติ
2.ตักบาตรให้ครบตามปีที่เข้าเสวยอายุ
3.ไหว้พระให้ครบ 7 วัน 7 วา ล้างเคราะห์ได้
4.ปล่อยสัตว์ลงน้ำ ตามกำลังวันเกิดตนเอง จนครบ 1 ปี เคราะห์จะกลายเป็นดี
5.ขอพรพระที่ตนนับถือ ไปที่วัด ไปขอพรท่านให้พ้นเคราะห์พ้นโศกและช่วยให้ชีวิตก็จะดีขึ้น
กรรมส่งผลให้ได้คู่ไม่ดี
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.เคยเป็นชู้กับผู้อื่นไว้ ในชาติอดีตและชาติปัจจุบัน
2.ทำร้ายจิตใจคู่ตนเองไว้
3.ทำร้ายร่างกายโดยตนเองอยากทำ เพราะหึงหวงให้เขาเจ็บปวด
4.ผิดศีลกาเม
5.ยุยงผู้อื่นให้เลิกกัน
วิธีแก้กรรม
1.ตั้งสัจจะว่าจะไม่แย่งผัว-เมียคนอื่น มาเป็นของตนเอง
2.หมั่นถวายเทียนคู่ในวันเกิดตนเองปีละครั้ง ขอเสริมดวงชีวิตคู่ให้พบแสงสว่างในชีวิตคู่ที่ดี โดยไปกับแผนและอธิษฐานขอพร
3.ถวายสังฆทานในวันเกิด เพื่อขอพรให้สมหวังด้านชีวิตคู่ และอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรและคู่ชีวิตที่เคยล่วงเกินไว้ทั้งอดีตชาติและปัจจุบันชาติให้ได้รับกุศล และอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
4.บริจาคทรัพย์ให้กับคู่แต่งงานในงานแต่งงาน เพื่อส่งเสริมให้เขาสมหวังในความรัก และตนเองก็จะได้บุญต่อไป
5.ไกล่เกลี่ยคู่สามี-ภรรยา ที่ทะเลาะกันแยกทางกัน ให้มารู้สึกดีต่อกัน จะได้บุญทางด้านชีวิตคู่
กรรมส่งผลให้เป็นเมียน้อย
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.เคยผิดลูกผิดเมียเขามาในชาติก่อน
2.ผิดศีลกาเม
3.เคยอธิษฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ภพก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน
4.ขืนใจเขาโดยเขาไม่ยินยอม
เมียน้อยมี 3 ประเภท
1.เมียน้อย ผัวดี ช่วยเหลือ เกิดจากเคยทำบุญใหญ่ ช่วยเหลือคนและครอบครัวมามาก และอธิษฐานจิตมาเจอกัน แม้ไม่ได้เป็นเมีย 1 แต่เป็นเมีย 2 ที่ถูกต้อง เพราะกุศลนำพามาเจอ จึงทำให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ผิด ไม่บาป
2.เมียน้อย ผัวร้าง แต่ไม่หยุดที่เขา ทำให้เป็นโดยจำยอมเพราะกรรมเก่าที่เคยทำไว้ จึงต้องรับภาระเพราะทั้งรัก ทั้งเจ็บ กรรมนี้อยู่ในการเคยขืนใจเขาไว้ แต่พอมาชาตินี้จึงต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเจ็บ เพราะรักเขา
3.เมียเก็บ ผัวบังคับ แต่ส่งเสีย เกิดจากกรรมที่เคยผิดลูกผิดเมียเขาไว้ จึงต้องทุกข์ใจ แต่สบายกาย
วิธีแก้กรรม
1.ทำบุญสังฆทานสด ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและวิญญาณที่ตามมาให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรม
2.ถือศีล 5 ให้ได้ 1 ปี ต่อ 1 เดือน จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
3.ถวายธงคู่ อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น
3.บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศลและเปิดทางให้ชีวิตคู่ดีขึ้น
5.ร่วมเป็นเจ้าภาพงานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้นและสมหวัง สวดมนต์ขอพรทุกวันเกิดด้านความรักให้สมหวังต่อไป
กรรมส่งผลให้ทุกข์ใจเพราะญาติพี่น้องและสามี
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.เคยลำเอียง ไร้คุณธรรมในด้านครอบครัวไว้ก่อน
2.เคยเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดไว้ในชาติอดีตและชาติปัจจุบัน
3.เคยทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกในอดีตชาติ
วิธีแก้กรรม
1.ต้องบวชชีพราหมณ์ เพราะเมื่อเกิดอีกภพชีวิตจะได้ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะกุศลของการบวช ปฏิบัติธรรมทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม และตนเองได้พบสิ่งที่มีกุศลมากขึ้น
2.ยึดพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จะทำให้ชีวิตมีความเมตตา และไม่ลำเอียงเอารัดเอาเปรียบคนใกล้ชิด ทำให้วิถีชีวิตมีคนนับถือและพ้นจากความทุกข์ในเรื่องญาติพี่น้องยุ่งเกี่ยวได้
3.นำพระคู่บ้านคู่เมืองเข้าสักการะที่บ้าน และสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข

กรรมส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ฆ่าสัตว์2.ทรมานสัตว์
3.ทำร้ายคนไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ
วิธีแก้กรรม
1.ตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติ รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้กุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
2.ปล่อยสัตว์ลงน้ำในวันเกิดตนเอง กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับและอโหสิกรรม
3.ถวายยาเข้าวัด หรือช่วยเหลือคนป่วย

กรรมส่งผลให้เป็นมะเร็ง
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.เคยฆ่าสัตว์ หรือทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงฆ่าสัตว์มาก่อน จึงส่งผลให้มีสุขภาพที่รักษาไม่ได้
2.มีจิตใจเหี้ยมโหดมาตั้งแต่อดีตชาติ โดยสั่งฆ่าคนและทำร้ายคนให้เจ็บปางตาย
3.ทำแท้งมากมาย
4.เบียดเบียนเงินคนมากมาย บนความทุกข์คนอื่นในอดีตชาติ
วิธีแก้กรรม
1.ต้องทำบุญใหญ่อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร และบวชชีพราหมณ์ 1 เดือน เพื่อส่งกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม
2.สร้างพระถวายให้เจ้ากรรมนายเวร
3.ให้มาสัมผัสจิตกับพระแม่อุมาเทวีโดยตรง

กรรมส่งผลให้ลูกไม่ดี เกเร ไม่เชื่อฟัง
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ทำแท้ง
2.เคยทำร้ายคนใกล้ชิดมาก่อน และทำร้ายจิตใจครอบครัวในชาติก่อน
วิธีแก้กรรม
1.บวชเณร โดยให้ลูกบวชหรือไปร่วมบวช จะทำให้กรรมน้อยลง
2.พาลูกไปหาหลวงปู่ ให้เทศน์สอน
3.ปฏิบัติธรรม อุทิศให้ลูกตนเอง

กรรมส่งผลให้ค้าขายขาดทุน
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ไม่รู้เชี่ยวชาญในงานที่ทำ และไม่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
2.ทำแท้ง
3.ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้
4.ตั้งสัจจะกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะทำบุญเท่านั้น แต่พอทำจริงทำน้อยนิดผิดสัญญาเป็นกรรม

กรรมส่งผลให้เกิดมาไม่สวย
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ทำอะไรลวก ๆ กับพระ พ่อแม่
2.ชอบว่าผู้อื่น และทำร้ายสัตว์
3.ถวายดอกไม้แห้ง-เหี่ยว
วิธีแก้วิบากกรรม
1.หมั่นถวาย ดอกไม้หอม พวงมาลัย ไม่เวียนต่อพระพุทธรูป พระภิกษุสงฆ์ เทพด้วยกิริยาที่ตั้งใจ
2.ไม่ลบหลู่ผู้มีพระคุณ รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
3.บริจาคน้ำมันตะเกียง ขอแสงสว่างด้านความงาม

กรรมส่งผลให้มีกลิ่นตัวเหม็นตลอด
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ชาติก่อนชอบดูถูกคนอื่น
2.ชาติก่อนชอบคิดอิจฉาริษยาผู้อื่น
วิธีแก้วิบากกรรม
1.ต้องรู้จักเห็นผู้อื่นได้ดี พลอยยินดีไปด้วย
2.หมั่นถวายของหอม ดอกไม้ไม่ให้ขาด

กรรมส่งผลให้เกิดมาโง่
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ดูถูกผู้ที่หมั่นหาความรู้ และชักชวนไปทำผิด
2.ไม่ขยันหมั่นเพียรศึกษาหาความรู้ แต่ทำตัวมั่วสุมในทางผิด
วิธีแก้วิบากกรรม
1.หมั่นทำบุญด้านหนังสือธรรมมะ หรือพิมพ์บทสวดมนต์แจก
2.ให้ถวายหลอดไฟฟ้า เพราะกุศลจะส่งผลให้ตนเองมีปัญญาแจ้งแดงตลอดในงานนั้น ถวายในวันเกิดข้างขึ้น 7-15 ค่ำ เจริญขึ้น
3.หมั่นสวดมนต์ทุกวัน
4.หมั่นกตัญญูต่อความถูกต้อง และมีวิริยะมากขึ้น

กรรมส่งผลให้มีบริวารไม่ดี
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ไม่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และคนใกล้ชิดในชาติก่อน
2.เคยให้ร้ายคนอื่นไว้ก่อนเมื่ออดีตชาติ
3.ไม่ช่วยเหลือส่วนรวม
วิธีแก้วิบากกรรม
1.หมั่นทำบุญโดยให้ทานกับบุคคลที่ใกล้ตัว และหมั่นชักชวนบุคคลอื่นทำบุญร่วมกัน เกิดชาตินั้นฉันใดจะมีบริวารมากมาย
2.ให้ร่วมทำบุญด้าน บวชนาคหมู่ หรือสามเณรภาคฤดูร้อน จะทำให้พ้นทุกข์และมีบริวารที่ดี อยู่ในศีลธรรม
3.หมั่นกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

กรรมส่งผลให้เจอแต่คนเอาเปรียบ
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.เคยเบียดเบียนเงินพ่อแม่ไว้ในอดีตชาติ
2.เคยโกงคนไว้ในอดีตชาติ
3.ขโมยเงินครอบครัวมาใช้
วิธีแก้วิบากกรรม
1.หมั่นยึดถือศีล 5 ให้มั่น
2.ไม่ดื่มเหล้า ทำให้ขาดสติ โดนโกงง่าย
3.หมั่นสวดมนต์ อธิษฐานบารมีด้านขอพรให้พบเจอคนดี ๆ เข้ามาในชีวิต

กรรมส่งผลให้ไม่มีลาภลอย
เกิดจากการกระทำดังต่อไปนี้
1.ไม่เคยทำบุญเกินจิตที่ตั้งไว้ และเวลาบริจาคเสียดายทรัพย์ทั้งทั้งที่ตนมรเงินมากมาย เกิดความตระหนี่แบบไม่ให้ทานอย่างเต็มใจ
2.ไม่ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ และยังอยากโลภได้เงินมาก ๆ โดยมิชอบ
วิธีแก้วิบากกรรม
1.ตั้งจิตทำบุญ ทำกุศลด้วยความบริสุทธิ์ใจ และตั้งมั่นที่จะช่วยเหลือศาสนาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
2.หมั่นทำบุญใหญ่ ขอพรด้านลาภลอย
3.ให้ฝังลูกนิมิตร ปีละครั้ง อธิษฐานขอพรจะทำให้สมหวังในจิตที่ขอ

การออกกรรม
กรรม คือ การกระทำ หากทำกรรมไม่ดีก็ทำให้ทุกข์ทรมาน การออกกรรมทำให้รู้กรรมและแก้กรรมได้
ทุกข์จากกรรมที่ตนเคยทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ยังผลให้ตนเองได้รับวิบากนั้น ทำให้ชีวิตทุกข์ต่าง ๆ การออกจากกรรมนั้น เป็นการแสดงอาการกรรมให้รู้ เพื่อแก้ไขมิใช่ให้ยึดติด เพราะจะทำให้จิตไม่ตัดกรรม ฉะนั้นเมื่อรู้กรรม ควรทำกุศลในทางที่ถูกต้อง เพื่อชีวิตที่จะดีขึ้นต่อไป

วิธีออกกรรม
นั่งสมาธิ บริกรรมยุบหนอ พองหนอ เป็นอาการเร่งกรรมให้แสดงออก ควรมีพระผู้รู้กำกับจะทำให้ไม่บ้า และส่งกุศลได้ถูกต้อง ดวงจิตที่มืดก็เปิดสว่างได้ บุญก็เกิด เช่น
เคยฆ่าปลา – ควรทำสังฆทานอุทิศให้ทุกเดือนติดกัน 1 ปี จะทำให้คุณดีขึ้น (กรรมป่วยบ่อย)
เคยทำร้ายผู้มีพระคุณ -ควรขอขมาผู้มีพระคุณ และขอพรทุกปี ทำให้วันสำคัญทุกปี (กรรมโดนกด)
เคยด่าคนไว้ -หมั่นตักบาตรทุกวันเกิดตนเอง อุทิศให้เจ้ากรรม นายเวร อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน (กรรมเป็นโรคลม)|วิธีแก้กรรมด้วยตนเอง|

อภิไทโภธิบาทว์

อภิไทโภธิบาทว์
อุบาทว์พระอินทร์ ผิว์ฟ้าผ่าพสุธา ผ่าพระทวารา พระมณเฑียรราชปราสาท ผ่าพฤกษารักษ์พินาศ ผ่าโรงอัศวชาติ และโรงคเชนทร พระภู – ๑ ราชตฤณทรอินทรธนู รัศมีสว่างดูประจักษ์ในพื้นอากาศ อนึ่งองค์บพิตรพลั้งพลาด ตกเตียงราชอาสน์ คานหามคเชนทร พาชี หนึ่งโสดท้าวไทยินดี อยู่ในไพรพนาลี ละพระมณเฑียรวัง หนึ่งมุขมนตรีชัง ชิงกันดีหวัง วิวาททวนวุ่นวาย หนึ่งปราญชญ์ และญาติทั้งหลาย ผิดกันมั่นหมาย บ่ ควรคิดแค้นเคืองคา หนึ่งสัตว์ในป่าหล้ามา เข้าเขตนครา หนึ่งโคละเสียคอกเคย หนึ่งวัวตัวเมียขึ้นเกยตัวผู้ หวังเชยเมถุนกวนกามกล หนึ่จวักหักในมือตน หนึ่งไพร่ร้อนรน รำคาญ บ่เคหา อุบาทว์เหล่านี้อินทรา ผู้มีมหึมา สำแดงพระเคราะห์ แก่นรชน เกิดแก่ผู้ใดเร่งรน บูชาด้วยมนต์ บังคับพลีการทั้งผอง แก้วแหวนแพรพรายเงินทอง ธูปเทียนตระกอง สุคนธมาลาพรรณ ลาชาผลาผลทุกอัน ในเวทย์มหันต์มหาประเสริฐบูชา ภักดีเดียว อาจให้ทรา ทรุดโทษคณา เป็นคุณศรีศุภผล ในลักษณ์อักษรพระมนต์ อุปเทศนิพนธ์ ดังนี้จะได้เห็น

อุบาทว์พระเพลิง ผิว์แผ่นดินครอก ออกเป็นคลองร่องให้เป็น ในท่ามกลางนครประจักษ์ หนึ่งเสโลโตมรขรรค์ บ่มิพอที่จะหัก แลมาหักอำเภอใจ ถ้วยชามบ่มิร้าวราน พลัดไมใส่ฉาน บังเอิญ แลแตกตัวเอง หนึ่งหนูบ่มิได้กลัวเกรง แล่นเลี้ยวครื้นเครง แลร้องจิก ๆ รอบตน หนึ่งบุตรภรรยาข้าคน เป็นสุขใจตน กระริกกระรี้ปรีดา หนึ่งกล้วยเครือเครงครา กลางลำมายา อุบาทว์อุบัติให้เห็น หนึ่งรัศมีสุริยะเย็น รัศมีพระจันทร์เป็น กระอุกกลับร้อนรน เหมันต์คิมหันต์วสันต์ แปรปรวนอลวน ฤดูบ่มิเป็นตามกาล หนึ่งอัคคีในเชิงกราน บ่มิเป่าพัดพาน ประอุกแะลุกลามเรือง หนึ่งเห็นไฟเรืองในเรือน บังเอิญหากเหมือน ที่แท้บ่มีอัคคี หนึ่งนิทราในราตรี บ่มิหลับดังมี ขยะแลยงเลือดไร หนึ่งโสกาอยู่ในใจ หน่ายในเหย้าเรือน กมลจิตตะ ระเริง อุบาทว์เหล่านี้พระเพลิง ผู้เรืองฤทธิ์อำนาจสำแดงให้เห็น เกิดแก่ผู้ใด อย่าเย็นใจเลย ความเข็ญจะถึง อย่าได้เบกษา เร่งแต่งสักการะบูชา แก้วแหวนมุกดา หิรัญรัตน์แพรพราย ลาชาบุษบาเรียงราย ธูปเทียนทั้งหลาย สุคนธโภชนาหาร ถวายด้วยพระมนต์โอฬาร อุปเทศาจาริย์ ในเวทยกิจมหันต์ อาจบำบัดโทษภยันต์ จัญไรภัยอัน จะมาทั้งปวงให้เหือดหาย พระมนต์อักษรหมาย ไว้ให้สืบสาย ดังนี้ในลักษณะพระมนต์

อุบาทว์พระยม ผิว์โคเคียงเกวียนเดินวน ไป่ทันแก้ปรน ปะอุกแลขุกวอดวาย หนึ่งโคเคียงคู่ไถตา ในแอกอุบาย อุบาทว์พิบัติพึงกลัว ม้าคลอดตัวเดียวสองหัว คราวเดียวสองตัวก็ดี พิบัตนานา หนึ่งผีซัดเรือนเครงครา เนืองนิจมายา แลร้องระริกขิกสรวล หนึ่งไข้แล้วเล่าทบทวน ฝันร้ายรำจวน นิรันดร รำคาญใจ หนึ่งมดแมง แมลงเรือดไร เกิดมากหลากภัย พิบัติรุมราวี นกแสดเค้าคุดปักษี นกเคาะเอาผี นกอกและนกทุงเกวียน เหยี่ยวรุ้งตบยุงทุงเทียน นกไส้ไถ่เถียน แลบินมาเข้าเคหา งูทับสมิงคา ลำพองถลา เห่าพิษนานา มาขึ้นยังเรือนซอกซอน แร้งจับแร้งสมจร กลางวันบ่มิห่อน แลเห็นประจักษ์แก่ตา อุบาทว์เหล่านี้ พระยายมราชมหามหิทธิ หากให้เห็น รีบแต่งบูชา อย่าเย็นใจอยู่ จักเป็นภยันตรายเร่งรน ลาโชบุศโบ และสุคนธ์ ธูปเทียนสกล หิรัญรัตน์วัตถา โภชนาผลาผลนานา สูปะพยัญชนะ มฤคา มธุกขีระทะธ บูชาด้วยมนต์อันมี วาระพระบาลี ลิขิตไว้ให้สืบสาย จัญไรภัยโทษอันตราย จักดลดับหายสะเดาะทั้งเคราะห์ยายี

อุบาทว์พระนารายณ์ ผิว์ฆ้องกังสดาลดนตรี พิณพาทย์เภรี แลศัพท์สังข์ดัดเอง หนึ่งโสดควรรูปพระเพลิง บังเอิญเป็นเอง แลไขชะโลธารา เดือนเดียวมีอุปราคา ราหาพาธา ระวิศศิทั้งสอง หนึ่งน้ำไหลหลั่งมานอง เป็นโลหิตหนอง ครั้นแล้วก็สุทธิ์ใสสรง หนึ่งโลหิตเหงื่อไหลลง ออกแต่พระองค์แลองค์พระโยคยรร หนึ่งอาวุธติงต้องกัน หนึ่งครกสากผุดขึ้นตีกันเอง หนึ่งจอมปลวกคราที่เพรง ช้างม้าตื่นเอง พันเอิญตระหนกตกใจ หนึ่งพระสุริยันกั้นกรดใน วงดุจควันไฟ อันดำชะอ่ำอัศจรรย์ สังฆราช พระภิกษุพรรค์ สร้างเครื่องยุทธกรรม็ไว้ในกุฎีดูดี สักครายตกพลาดปัฏพี กลอนอันมีชะไลแลเต็มฟองฟู หนึ่งหอกดาบดุจยืดอกดูข้างแกงปลาปู จะกินก็เป็นโลหิต หนึ้งหม้อข้าวพวกวิปริต พระรูปเรืองฤทธิ์ แลล้มจรแคง พระกาย อุบาทว์เหล่านี้พระนารายณ์ ศรีไวยากูณฐ์หมาย แก่คนผู้เคราะห์บีฑา เร่งแต่งเครื่องสักการบูชา แก้วแหวนนานา สุพรรณแพรลำยอง ลาชาบุษบาไกรกรอง ธูปเทียนทั้งผอง สุคนธโภชนาหาร มฤคาธุทะธิตระถาร นานาผลาหาร ประดับคำนับน้อมถวาย ในเวทย์มหันต์นารายณ์ ด้วยพระมนต์หมาย ประเสริฐไว้มหึมา จัญไรโภยภัยโรคา ทุกข์โศกโสกา อุบาทว์อุบัติเหือดหาย

อุบาทว์พระพิรุณ หนึ่งโสด ผลพฤกษ์ทั้งหลาย รสหวานกลับกลาย เป็นส้มแลผิดอาการ หนึ่งฝนตกไหลท่อธาร น่านนองพิสดาร ฤดูประหลาดนานา หนึ่งโสดดอกลูกพฤกษา เคยเป็นทุกครา จำหุติโสตบ่มิเป็น หนึ่งหมอกน้ำค้างหยาดเย็น ใช่กาลจะเป็น มาเป็นประจักษ์มายา หนึ่งเกิดมวลมากในนานา ฝนไขธารา ครั้นแล้วตระปัดแห้งหาย มนุษย์เกิดลูกกลับกลาย เป็นสัตว์ทั้งหลาย ประเภทนานาพันธุ์ ฝ่ายสัตว์ทั้งหลายมีครรภ์เป็นมนุษย์พันธุ์ อุทัยอุทัศพึงกลัว หนึ่งกบคางคกขึ้นครัว จัญไรพันพัวพิบัติเพี้ยนนานา แก้วแหวนแพรพรรณภูษา มาลัยมาลา ทั้งธูปทีปสุคนธ์ บูชาด้วยพระมนต์ อุปเทศนิพนธ์ ลิขิตไว้เป็นอักษร เป็นศรีสถิตย์เสถียรสถาพร อาจดับทุกข์โทมนัสให้เหือดหาย

อุบาทว์พระพาย อนึ่งใช่มรสุมพระพาย จักพัดวุ่นวาย และพัดพยุห์หนักหนา ไม้ไร่โพธิ์ไพรพฤกษายูงยางยับพา แลหักระนาดพาดกัน อากาศเกลื่อนกลุ้มเป็นควัน พร้าวตาลโยกยรร พยุหศัพท์บันลือ เรือนโรง พาลัยหักปือ หอบหวลขึ้นเครือ ยูงยงกะยุ่งพลุ่งบิน ไผ่ผารากโค่นลงดิน เงื้อมแง่ ศิขรินทร์ กระทั่งกระแทกแหลกลง สารเสือสีห์ หมีแม่นชงค์ ซอกซอนดอนดง ระเนระนาดวุ่นวาย ปักษีปักษาทั้งหลาย ต่างบินผันผาย หาพฤกษ์ซุ่มซ่อนตัว หนึ่งเห็นเมฆดุจรูปวัว เห็นดุจรูปตัวมนุษย์ในคัคนางค์ หนึ่งเป็นรูป ดุจคชสาร ดุจรูปสีหปาน และรูปพยัคฆราชา หนึ่งโสดเห็นดุจรูปกา ดุจรูปครุฑา ประจักษ์แจ้ง แม่นหมาย อุบาทว์เหล่านี้พระพาย พระองค์อุบาย แก่ผู้เคราะห์ราวี เร่งแต่งสักการพลี บูชาจงดี คำนับประดับ ผลาหาร นานาสูปะพยัญชนะตระการ นมส้มนมหวาน และโภชนะโอชโอชา ปายาสมธุรสกระยาสังเวยนานา ดิเรกจงยาตยง มาลัยไกรกรองบรรจง ธูปเทียนจำนง สุคนธ์กลิ่นกำจร เงินทองแพรภูษาภรณ์ นพรัตน์บวร วิไลบูชาถวาย ด้วยพระมนต์อักษรหมาย สำหรับพระพาย ด้วยใจเพ่งภักดี อุบาทว์ฆาตร้ายราวี จัญไรทั้งภัยเหือดหาย สะเดาะทั้งเคราะห์ให้วายโทษร้ายเหือดหาย เป็นคุณสิริศุภผล ในลักษณ์อักษรพระมนต์ ดังนี้อย่าฉงน จำไว้จงแจ้ง สืบไป

อุบาทว์พระโสม หนึ่งน้ำผึ้งอ้อย มะธุโร ใส่ไว้ ในตุ่มไห พันเอิญแลเดือดพุพราย หนึ่งโสดผลพฤกษ์ทั้งหลาย ผลิตลูกกลับกลาย เป็นพันธุ์อื่นอัศจรรย์ หนึ่งสัตว์สุนัขผายผัน ขึ้นคลอดลายครรภ์ ในครัวประชีตาไฟ หนึ่งใช่ที่หนูอาศัย ในใต้เตาไฟ แลไปทำรูรัง หลังคาใช่ที่หมาหวัง ในดล หมาชัง ไปขึ้นแลไต่ไปมา หนึ่งได้ยินผีเจรจา มาบนพฤกษา แลฟังพระหนักแก่กรรณ์ หนึ่งโสดปลวกพวกโลมพันธุ์ อุบัติอัศจรรย์ มาในพุเตาอัคคี แลเห็ดมางอกดอกแซง อุบาทว์พระโสมสำแดง เก่งกวดรวดแรง จงแต่งสัการบังคม โภชนาปายาสนมเนย ขนุนขนันเขนียวขนม ประดับสิ่งสุขะเพียญชน์ ลาชะเสาวคนธ์ ธูปเทียนบุษบาบัวเผื่อน ประทุมบัวสัตบัน มาลัยไกรกรองแวววรรณ นพรัตน์สุพรรณ พิพิธพรายภูษา จงตั้งมนต์สิทธิบูชา ด้วยพระมนตรา ดิเรกเฉพาะพระโสม จัญไรภัยโทษอันโรม รุมราวีโจม ทั้งปวงจะดาลดับหาย อยู่เป็นสุขสบาย ด้วยพระมนต์หมาย ลิขิตไว้เป็นอักษร

อุบาทว์พระไพรศพณ์ หนึ่งผ้าแพรภูษาภรณ์ ใช่ที่หนูฟอน แลหนูมากัดอัศจรรย์ หนึ่งผ้าภูษาสรรพ์ บ่มีเพลิงอัน จะได้แลไหม้วู่วาม ทำนาได้ข้าวมากคราม ยิ่งนักบ่มิตาม ระบอบอันชอบไรนา ติลลาหีบได้เตลา มากพ้นอัตรา ทำนุกทำเนียมโบราณ ธัญญาตำได้ตัณฑุลาน มากหลากเหลือการ เป็นวิปริตผิดครอง หนึ่งอยู่พันเอิญเงินทอง มักตกเนืองนอง ในเรือนพันเอิญมักหาย หนึ่งคนเรือนโรงทั้งหลาย ใช่ที่เต่าหมาย และเต่าวะวามคลานมา เข้าใต้ถุนคลานขึ้นเดหา หนึ่งแมวมายา มาคลอดในแท่นนิไทร หนึ่งข้าวสารแช่ออกใบ หนึ่งบ่อน้ำใน จรเข้มาผุดอัศจรรย์ หนึ่งเสาเรือนตกมัน หนึ่งบัวสัตบัน มางอกในบ้านนคร หนึ่งเต่าตะพาบน้ำมามรณ์ ในถุนซอกซอน หนึ่งคลั่งประอุกทำลาย อุบาทว์พระศพณ์หมาย แก่คนทั้งหลาย เฉพาะเคราะห์ราวี เร่งแต่งบูชาจงดี ข้าวบิณฑ์บายศรี บรรจงทุกสิ่ง สูปะเพียญชน์ ผลผลาปายาสธูปเทียน บุษบาบัวเผื่อน พิกุลไกรจำปา สุรภีวรรณดีมะลิลา แก้วแหวนนานา สุพรรณแพรเพริศพราย ภูษาลังกาภรณ์ถวาย ด้วยพระองค์หมาย เฉพาะองค์พระไพรศพณ์ จงตั้งในสุทธินบ ภักดีคำรพ บพิตรปราณี อุบาทว์มาดร้ายราวี โรคาโรคี รำคาญทั้งปวงเหือดหาย อยู่เป็นสุขสบาย สมบูรณ์พูนกาย ภิรมย์ศรีศุภผล ในลักษณ์อักษรพระมนต์ อาจริยนิพนธ์ จงอย่าได้สงสัย|อภิไทโภธิบาทว์|

สิ่งที่ห้ามในการปลูกเรือน

สิ่งที่ห้ามในการปลูกเรือน
อนึ่ง ท่านห้ามมิให้เอาเลื่อยลินตาเสา ไม่ให้เอากบไสเสา ตีเสาตั้งอย่าให้เสมอรอด ขื่ออย่าให้ใหญ่กว่าหัวเสา อย่าให้ตัวเสาเกินกับ อย่าลดหัวเสาให้สั้นกว่ากัน รอดระเบียงให้เล็กกว่ารอดเรือนใหญ่ อย่าให้บั่นให้เพล่ ห้องเรือนเป็นเลห์ อย่าทำเรือนนอกแตก อย่าแหวกช่องกลางที่นอน อย่าทำเรือนคล่อมตอ อย่าคล่อมต้นไม้ มิดี ทั้งนี้ชั่วชื่อ ทนสมุทร แล
ถ้าจะทำเรือน เอาต้นไม้ไว้ตะวันตก เอาปลายไม้ไว้ตะวันออก เอาต้นไม้ไว้ข้างใต้เอาปลายไม้ไว้ข้างเหนือ อันนี้เรียกว่าปลูกเรือนเป็น แล
เรือนหลังหนึ่งอย่าทำประตูสี่แห่ง อย่าทำหน้าต่างเก้าแห่ง เป็นทวารทั้งเก้า และ ประตูบ้านอย่าทำให้ตรงเรือนชื่อปิดทวาร มิดี แล
ถ้าจะปลูกเรือน วัดแต่ดินขึ้นไปถึงรอดเท่าเดี่ยว (ส่วนสูงของเรือนตั้งแต่พื้นถึงเพดาน) ดีนัก แล ถ้าเดี่ยวสูงกว่าพื้น แพ้เจ้าเรือนถ้าพื้นสูงกว่าเดี่ยวไร้ทรัพย์ แล ถ้าจะเจาะรูรอด วัดเสาลดสามส่วน เอาส่วนหนึ่งเป็นรอด แล
ถ้าจะทำประตู เอาสามชั่วฝ่าเท้าเป็นกว้าง สูงนั้นเอาสองชั่วกว้างทบเข้าสิบเอ็ดส่วน เอาสิบส่วนดีนัก แล
ถ้าจะทำประตูบ้าน เอากว้าง และยาวประสมกันเข้าเอา ๓ คูณ ๘ หาร ถ้าได้เศษ ๑,๒,๓,๔ ดีนัก และ ถ้าได้เศษ ๔,๕,๖ จะเสียทรัพย์ ถ้าได้ ๕ ชั่วกว่าเท้า ดีนัก แล

ข้อห้ามเกี่ยวกับบ้านตามคติโบราณ
1. ห้ามมิให้ทำชื่อใหญ่กว่าหัวเสา
2. ห้ามมิให้ทำแหวกช่องกลางที่นอน
3. ห้ามมิให้ทำเรือนคร่อมต้นไม้
4. ไม่ควรสร้างบ้านแบบศาลพระภูมิ มี 2 ห้อง มีฝา 1 ห้องไม่มีฝา 1 ห้อง
5. ไม่ควรสร้างบ้านมีระเบียง 4 ด้านเหมือนศาลาการเปรียญ
6. ห้ามปลูกเรือนขวางตะวัน
7. ห้ามปลูกเรือนขวางคลอง
8. ห้ามทำเรือนมี 4 จั่ว
9. เรือนหลังหนึ่งห้ามทำประตู 4 แห่ง หน้าต่าง 9 แห่ง ประตูไม่อยู่ กลางบ้าน
10. จำนวนห้ามใช้จำนวนคู่
11. บันไดไม่ลงทางทิศตะวันตก
12. ไม่หันหัวเตียงทางทิศตะวันตก
13. ไม่นอนขวางกระดาน
14. ไม่ทำน้ำพุน้ำตกไหวเข้าตัวเรือน
15. ไม่ทำทางลอดใต้ห้องน้ำห้องส้วม
16. ไม่ทำอาคารพักอาศัยเป็นรูปตัว " T "
17. ไม่ทำเรือนทะลุหน้าตลอดหลัง ถือเป็นเรือน "อกแตก"
18. ไม่ทำภูเขาจำลองไว้ในบ้าน
19. ไม่ทำทางเข้าออกคู่ไว้ตอนมุมของที่ดินที่ทางสามแพรกหรือสี่แยก
20. ห้ามใช้ช่อฟ้า ใบระกา เครื่องวัด เครื่องหลวง เป็นส่วนประกอบของบ้าน
21. ห้ามปลูกเรือนคล่อมตอ
22. ห้ามตั้งศาลพระภูมิใต้เรือนเงา
23. ห้ามทำบันไดเวียนซ้ายขาขึ้น
24. ห้ามมีสัตว์ตกตายในหลุมตอม่อ|สิ่งที่ห้ามในการปลูกเรือน

ปลูกเรือนตามวัน

ปลูกเรือนตามวัน
ปลูกวันอาทิตย์จะเกิดทุกข์อุบาทว์
ปลูกวันจันทร์ทำได้สองเดือนจะได้ผ้าผ่อนและสิ่งของ
ปลูกวันอังคารทำแล้วสามวันจะเจ็บไข้หรือไฟไหม้
ปลูกวันพุธจะได้ลาภและผ้าผ่อนอันดี
ปลูกวันพฤหัสบดีเกิดสุขสำราญทำแล้วห้าเดือนจะได้ลาภ
ปลูกวันศุกร์ความทุกข์สุขก่ำกึ่ง หลังสามเดือนได้ลาภเล็กน้อย
ปลูกวันเสาร์จะเกิดพยาธิเลือดตกยามออก ทำเสร็จแล้วสี่เดือนจะยากลำบาก

ปลูกเรือนตามเดือน

ปลูกเรือนตามเดือน
ถ้าปลูกเรือนในเดือนห้า ทุกข์เท่าฟ้าจะมาถึงตน เดือนนั้นไม่เป็นผล จะเกิดภัยอันตราย
ปลูกเรือนในเดือนหก เสียบำเหน็จสิ้นทั้งผอง ทรัพย์สินอันตนครอง เสียที่ตัวจะร้ายไฟ
ปลูกเรือนในเดือนแปด ให้ร้อนรนทุรนใจ สิ่งสินตนเท่าใด อาจได้มิคงทน
ปลูกเรือนในเดือนเก้า อีกข้าวของจะมากมี
ปลูกเรือนในเดือนสิบ จะฉิบหายต้องขื่อคา ทั้งพยาธิจะมีฑา อันตรายจะปะปน
ปลูกเรือนในเดือนสิบเอ็ด เอาความเท็จมาใส่ตน เดือนนั้นมิเป็นผล จะเกิดภัยอันตราย
ปลูกเรือนในเดือนสิบสอง เงินและทองย่อมเหลือหลาย ช้างม้า และวัวควาย มีทั้งทาสีและทาสา
ปลูกเรือนในเดือนอ้าย ย่อมจะได้เป็นเศรษฐี สิ่งสินจะพูนมี เพราะเดือนนี้ก็เป็นผล
ปลูกเรือนในเดือนยี่ เมื่อดิถีก็ชอบกล ข้าศึกและแสนผล อาจจะกันทั้งศัตรู
ปลูกเรือนในเดือนสาม ภัยติดตามดุจอสูร ครั้นเมื่อถึงฤดูย่อมเกิดภัยอันตราย
ปลูกเรือนในเดือนสี่ เดือนนั้นมีสุขสบาย ทุกข์โศก บรรเทาหาย ย่อมพูนมา

ปลูกบ้านตามเดือน
เดือนอ้าย (ธ.ค)ได้เมื่อสมุทรโฆษถูกวิทยาธรฉกพระขรรค์ ทำการไม่ดี
เดือนยี่ (ม.ค)ได้เมื่อพระรามเกิดทำการดี
เดือนสาม (ก.พ)ได้เมื่อพระรามกลืนยาพิษ ทำการไม่ดีแล
เดือนสี่ (มี.ค)ได้เมื่อพระสมุทรโฆษได้นางพินทุมดี ทำการดี
เดือนห้า (เม.ย)ถึงกาลโจรฆ่าพราหณ์ ไม่ดีแน่
เดือนหก (พ.ค)ตกพระเจ้าเสด็จอุบัติเหตุ ทำการดีทุกวัน
เดือนเจ็ด (มิ.ย)พระนาราย์ปราบยักษ์ อย่าทำจะดีกว่า
เดือนแปด (ก.ค)ราพณาสูรต้องโมกขศักดิ์พระราม ไม่ดี
เดือนเก้า (ส.ค)ตกพระจันทร์กุมารเกิด ทำการทุกอย่างดีนักแล
เดือนสิบ (ก.ย)ตกได้เมื่ออภิเษกพระอินทร์ พักไว้ก่อนอย่าทำ
เดือนสิบเอ็ด (ต.ค)ได้เมื่อพระรามข้ามทะเล ไม่ดีอย่าทำ
เดือนสิบสอง (พ.ย)ได้เมื่อพระยาจักรพรรดิเกิด ทำการดีนักแล

ตำราขึ้นบ้านใหม่

ตำราขึ้นบ้านใหม่
สิทธิการิยะ ถ้าแรกขึ้นบ้านใหม่ท่านให้ขึ้นในวันพุธ วันพฤหัส และวันศุกร์ ดีนักแล และให้เป็นไป หรือละเว้นตาม
ทิศดังนี้
ขึ้นทิศบูรพาทิศตะวันออกจะเป็นความกัน
ขึ้นทิศอาคเนย์ทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะตายเร็ว
ขึ้นทิศทักษิณทิศใต้จะเสียของ
ขึ้นทิศหรดีทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะได้ลาภ
ขึ้นทิศปัจจิมทิศตะวันตกจะเจ็บไข้
ขึ้นทิศพายัพทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะสุขเหษมมีโชคดี
ขึ้นทิศอุดรทิศเหนือจะมีลูกมาก รักลูก
ขึ้นทิศอีสานทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมีข้าวของมากมาย

ต้นไม้ที่ห้ามปลูกบริเวณบ้าน

ต้นไม้ที่ห้ามปลูกบริเวณบ้าน
ต้นโพธฺ์ เพราะเป็นต้นไม้ประจำวัดวาอารามเท่านั้น
ต้นไทร เพราะเป็นต้นไม้ใหญ่เกินไป รากอาจเป็นอันตรายกับฐานบ้าน
ต้นตะเคียน เพราะเป็นต้นไม้ที่เชื่อว่าผีนางอายนางไม้สิงอยู่
ต้นดอกทอง เพราะเป็นลางร้าย ทำให้คนในบ้านผิดประเวณีกัน
ต้นยาง เพราะเป็นต้นไม้ที่คนโบราณนำไปทำหีบศพ
ทั้งนี้ให้พิจารณาดูว่า ต้นไม้หรือกอไม้ใดมีชื่อเรียกไม่เป็นมงคล ก็ห้ามนำมาปลูก เช่น ต้นโศก ต้นระกำ
ต้นหวาย กอไผ่รวก ต้นจำปาจำปี เป็นต้น

ต้นไม้ที่ห้ามปลูกในบ้าน
สิทธิการิยะ อันต้นไม้ที่ห้ามปลูกในบริเวณบ้านนั้นคือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นตาล ต้นมะกอก ต้นสำโรง ต้นมะงั่ว ต้นระกำ ต้นหวาย และต้นสลัดได เมื่อจะปลูกเรือนท่านให้ถางทิ้งเสียให้หมด จึงจะดี แล|ต้นไม้ที่ห้ามปลูกบริเวณบ้าน

ปลูกต้นไม้บริเวณบ้าน ตามหลักโหราศาสตร์

ปลูกต้นไม้บริเวณบ้าน ตามหลักโหราศาสตร์
สิทธิการิยะ ผู้ใดจะสร้างบ้านให้อยู่เย็นเป็นมงคลกับตนเอง ให้ปลูกต้นไม้ดังนี้
ทิศตะวันออก ปลูกไม้ไผ่หรือต้นกุ่มหรือต้นมะพร้าว ไข้ร้ายมิพบพาน
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ปลูกต้นสารภีหรือต้นยอกันจัญไรดีนัก
ทิศใต้ ปลูกต้นมะม่วงหรือต้นมะพลับอายุยืนดี
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ปลูกต้นพิกุล ราชพฤษ์ ขนุน สะเดากันโทษดีแท้
ทิศตะวันตก ปลูกต้นมะขาม มะยมกันผีกันขึ้นความ
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ปลูกต้นมะกรูดรูดผีสางนางไม้
ทิศเหนือ ปลูกต้นพุดทราหรือต้นหัวว่านกันอาคม มีมนต์คุณ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปลุกต้นทุเรียนและขุดบ่อคงไว้กันศตรูมีชัย
ผู้ใดทำได้ดังนี้ คนจะเกรงขาม ทรัพย์สินจะมาตาม อยู่เย็นเป็นสุขสำราญดีนักแล
ต้นไม้ควรปลูก
บ้านไทยโบราณไม่มีการถมที่ปรับที่ทำสนามหญ้า แต่ปล่อยพื้นดินเอาไว้ตามธรรมชาติเพราะรู้ว่าถึงหน้าน้ำ น้ำจะหลาก เพราะฉะนั้นต้นไม้ที่อยู่ล้อมบ้าน จึงนิยมไม้ยืนต้น แข็งแกร่งไม่ตายง่ายๆ แค่น้ำผ่านมาไม่กี่วันแล้วผ่านไปต้นไม้ก็อยู่ได้ตามปกติรากไม่เน่า
ปู่ย่าตายายของเรานิยมมีไม้ยืนต้นล้อมบ้าน ดูครึ้มเย็นสบาย บังแดดได้ในยามบ่าย ช่วยปรับอากาศบนตัวเรือนไปด้วยในตัว และสำคัญกว่านี้คือท่านไม่ปลูกต้นไม้เอาไว้ประดับเนื้อที่เฉยๆเท่านั้น แต่ถือประโยชน์จากต้นไม้ด้วย เพราะคนไทยอาศัยของกินจากธรรมชาติรอบตัว ผลไม้ ใบไม้ แม้แต่ดอกไม้ ล้วนเป็นได้ทั้งอาหารและยา ทุกอย่างที่ปลูกไว้จึงไม่มีการปลูกไว้เปล่าๆ แต่ถ้าอยากดูให้สบายตาสบายใจ ก็ดูพวกไม้กระถางออกดอกสวยๆหอมๆอยู่บนชานเรือนเท่านั้นพอ
ก็เพราะอย่างนี้ละค่ะ จึงเกิดมีตำราปลูกต้นไม้มงคลหลังจากปลูกเรือนใหม่ ตำราไทยระบุไว้ละเอียดลออ ทั้งไม้ชนิดห้ามปลูกและไม้ชนิดส่งเสริมให้ปลูก
ต้นไม้ห้ามปลูกคือต้นโพ ต้นไทร ต้นตาล ต้นมะกอก ต้นสำโรง ต้นมะงั่ว ต้นหวายและต้นสลัดได ถือกันเคร่งครัดขนาดว่าที่ดินตรงไหนมีต้นไม้เหล่านี้ขึ้นอยู่ ให้ฟันทิ้งให้หมดก่อนปลูกเรือน
ต้นโพ ต้นไทร ห้ามปลูกนั้นพอเข้าใจ เพราะเป็นไม้ใหญ่รากชอนไชใต้ดินออกไปกว้างมาก อาจจะทำเสาเรือนทรุดหรือพังไปก็ได้ถ้าปลูกไว้ใกล้เรือน
ต้นตาล ไม่แน่ใจว่าทำไมห้ามปลูกในบริเวณบ้าน แต่ไม่ห้ามถ้าอยู่ตามทุ่งนาตามไร่ อาจจะเป็นเพราะต้นตาลสูงชะลูดขึ้นไปมาก ถูกฟ้าผ่าได้ง่าย จึงเกรงอันตรายกับคนในบ้านก็เป็นได้
ต้นระกำ กับสลัดได ห้ามปลูกเพราะถือเคล็ดเรื่องชื่อ ระกำปลูกแล้วกลัวเจ้าของจะชอกช้ำระกำใจ
สลัดไดก็มีคำหน้าเหมือนสลัดทิ้ง ไม่เป็นมงคลอีก
ส่วนหวายไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะมันเป็นซุ้มรกเรื้อไม่น่าปลูกหรือเป็นเพราะโบราณใช้หวายเฆี่ยนคนเป็นการทำโทษ จึงถือไม่ให้ปลูกใกล้บ้าน
ส่วนมะกอก สำโรง มะงั่ว จนใจแปลไม่ออกว่าไม่ดีตรงไหน มะกอกพอรู้จัก แต่สำโรงกับมะงั่วไม่เคยเห็นค่ะ
หมดเรื่องไม้ไม่เป็นมงคลแล้ว ต่อไปก็ถึงต้นไม้ที่ส่งเสริมให้ปลูก ถือเป็นไม้มงคล มีดังนี้ค่ะ
ทิศตะวันออก ปลูกไผ่ กุ่ม และมะพร้าว
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ปลูกต้นยอและสารภี
ทิศใต้ ปลูกมะม่วง มะพลับ
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ปลูกสะเดา ขนุน และพิกุล
ทิศตะวันตก ปลูกมะขาม มะยม
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ปลูกมะกรูด
ทิศเหนือ ปลูกพุดซา และหัวว่านต่างๆ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกทุเรียนและขุดบ่อ
เหตุผลก็คงมีหลายอย่างด้วยกัน อย่างมะขาม มะยม ขนุน ปลูกเพื่อเอาเคล็ดจากชื่อว่าเป็นสิริมงคล มะขามก็ทำให้คนภายนอกเกรงขาม มะยมคือให้เจ้าของบ้านเป็นที่นิยม ขนุนก็คือหนุนให้เฟื่องฟู ยอก็คือยกให้ดีขึ้น ไผ่นี่คงจะเป็นเพราะแตกลูกแตกหน่อออกไปมากถือว่าอุดมสมบูรณ์ และใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง มะพร้าวกินได้ทั้งเนื้อและน้ำ และคั้นกะทิ เป็นส่วนประกอบขาดไม่ได้ไม่ว่าอาหารคาวหรือหวาน สะเดาเป็นทั้งยาและอาหาร มะม่วง มะกรูด พุดซา มะพลับ ทุเรียน เอาไว้กินได้ทั้งนั้น หัวว่านต่างๆคงจะใช้ผสมเป็นเครื่องยา ส่วนการขุดบ่อก็เพื่ออาศัยน้ำกินน้ำใช้ อยู่ทางเหนือตัวเรือน น้ำจะได้สะอาด ถ้าอยู่ลงมาทางใต้น้ำจะสกปรกจากน้ำเสียที่ไหลลงจากบ้านซึมมาตามพื้นดิน
มะม่วง มะยม มะขาม ไผ่ ยังหาปลูกได้ไม่ยาก ใครปลูกบ้านใหม่ลองหามาบ้างก็ดีนะคะ
ทิศที่ปลูกไม้เป็นมงคล สิทธิการิยะ ถ้าผู้ใดปรารถนาจะปลูกต้นไม้ให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้เกิดสิริมงคล ท่านให้ปลูกต้นไม้ต่อไปนี้ ในทิศต่าง ๆ ดังนี้
ทิศบูรพา ให้ปลูกต้นไผ่ ต้นกุ่ม และต้นมะพร้าว ทิศอาคเณย์ ปลูกต้นยอ และสารภี ทิศทักษิณ ให้ปลูกต้นมะม่วง และต้นพลับ ทิศหรดี ท่านให้ปลูกต้นชัยพฤกษ์ ต้นขนุน ต้นพิกุล ทิศประจิม ให้ปลูกต้นมะขาม มะยม ทิศพายัพ ให้ปลูกต้นมะกรูด ทิศอุดรให้ปลูกต้น พุดซา และหัวว่านต่าง ๆ ทิศอิสาน ให้ปลูกต้นทุเรียน และขุดบ่อลงไว้ ผู้ใดทำได้ดังกล่าวนี้จะอยู่เย็นเป็นสุข จะเกิดทรัพย์สินเงินทอง ดีนัก

ดูที่สูงที่ต่ำ

ดูที่สูงที่ต่ำ
สิทธิการิยะ ถ้าที่ใด สูงข้างตะวันออก ต่ำข้างตะวันตก ท่านว่าอย่าอยู่เลย มิดี ที่ใดสูงข้างประจิม ต่ำข้างคาคเณย์ ดีนักแล ที่ใดสูงทักษิณ ชื่อศุภราช ดีนัก สูงหรดี ต่ำพายัพ ดี สูงทักษิณ ต่ำอิสาน ดี สูงประจิม ต่ำบูรพา ที่นั้นผู้มีบรรดาศักดิ์ อยู่ดี สูงทักษิณ ต่ำอุดร ดี สูงพายัพ ต่ำอาคเณย์ ดี ถ้าที่สูงรอบๆ ต่ำกลางเหมือนใบบัว อยู่เถิด ดีนักแล ท่านกล่าวไว้ในตำหรับโลกทั้งปวงจะสร้างบ้าน ปลูกเรือน เร่งพิจารณาดูพื้นที่อยู่ทั้งแปดทิศเถิด จะเจริญรุ่งเรืองแล

การยกเสาเอก

การยกเสาเอก
การปลูกเรือนควรปรึกษาโหราจรรย์ หาวันเวลาที่เป็นสิริมงคล ต้องจัดเตรียมเครื่องบูชาเสาไว้ให้พร้อม ในวันที่ยกเสา
ให้เตรียมเสาไว้ให้พร้อมและกล่าวเซ่นไหว้ หรือขอซื้อจากเจ้าที่เจ้าทาง หรือแม่พระธรณีเป็นพิธี ตลอดจนบอกพระภูมิเจ้าที่เตรียม เครื่องบัดพลี มีต้นกล้วยไว้มัดเสาเอก ซึ่งอาจต้องให้พระสงฆ์ผู้ทรงศีลแลชำนาญทางไสยศาสตร์ ลงยันต์นำแผ่ทอง หรือผ้าแดง
มาผูกติดปลายเสา สำหรับผู้ที่ผูกนั้นจะเลือกสีตามวันเกิดของเจ้าของบ้านก็ได้ ครั้นได้ฤกษ์ให้เจิมเสาประพรมน้ำมนต์แล้วเอายันต์
ปิดหัวเสา พอได้เวลาก็ลั่นฆ้องตีกลองเคาะระฆัง หรือจะโห่ 3 ลา แล้วช่วยกันยกเสาตั้งตรง ข้อสำคัญที่สุดนั้น เสาเอกหรือเสาขวัญ
ต้องยกให้ตรงฤกษ์ที่หมอดูให้มา ตามจารีตประเพณีมาแต่โบราณสืบกันมา ดังพรรณนามาฉะนี้แล

การทำบุญบ้านใหม่

การทำบุญบ้านใหม่
การทำบุญขึ้นบ้านใหม่มีมานานตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยเอาคติจากวรรณคดีและความเชื่อเพื่อเป็นสิรมงคล ในการ
ทำบุญขึ้นบ้านใหม่จะทำแบบพอเป็นพิธี หรือเป็นพิธีใหญ่ มีทำบุญเลี้ยงพระก็ก็ได้ แล้วแต่ฐานะของผู้เป็นเจ้าของบ้าน
การทำแบบพอเป็นพิธีนั้น เมื่อได้ฤกษ์ยามดีที่หาไว้หัวหน้าครอบครัวก็อัญเชิญพระประจำบ้าน ไปประฐานไว้ที่บูชา
จุดธูปเทียนบูชา อธิษฐานขอคุณพระคุ้มครองให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข หรือจะนิมนต์พระสักรูปหนึ่ง มาประพรมน้ำพระพุทธ
มนต์ตามห้องต่าง ๆ ก่อนขนของเข้าไปอยู่ ก็จะสมบรูณ์ยิ่งขึ้น
ส่วนการทำแบบมีเลี้ยงพระ ก็ให้เจริญพระพุทธมนต์ แล้วถวายภัตตาหารหรือ เพิ่มการตักบาตร สำหรับการเตรียม
การก็เช่นเดียวกับการทำบุญอื่น ๆ ทั่วไป เช่น มีบาตรที่บรรจุทราย 1 บาตร แป้งและน้ำหอมหรือน้ำอบ นำมาตั้งที่บูชา
พิธีเริ่มเมื่อพระสงฆ์มาพร้อม หัวหน้าครอบครัวจุดธูปเทียนรับศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ หากมีตักบาตร เมื่อ
พระสงฆ์สวดถึงบท "พาหุ"ให้ตักบาตรแล้วถวายอาหาร ถวายเครื่องไทยธรรม กรวดน้ำ ฟังพระสงฆ์อนุโมทนา ต่อจากนั้นทุกคน
ในพิธีเจ้ารับพรมน้ำมนต์จากพระสงฆ์ผู้เป็นประธาน ขณะนั้นพระสงฆ์อื่นจะเจริญมงคลคาถา เสร็จแล้วให้ใครสัก 2 คน ช่วยอุ้ม
บาตรน้ำมนต์ และบาตรทรายพร้อมแป้งกระแจะสำหรับเจิม นำหน้าพระสงฆ์ 1 รูป ไปพรมน้ำมนต์ตามห้องต่าง ๆ ถ้ามีการเจิมประ
ตูบ้าน ก็นิมนต์พระท่านให้ทำในโอกาสนี้ก่อนจะโปรยทรายรอบบริเวณพื้นบ้าน ถือเป็นมงคลว่า เป็นทรายเงิน ทรายทอง ให้อยู่เย็น
เป็นสุข ขับไล่ภูตผีปีศาจ ถือเป็นอันเสร็จพิธี…แล|การทำบุญบ้านใหม่|

ตำรับทำนายไฝ ตำราพรหมชาติฉบับสมบูรณ์

ตำรับทำนายไฝ
ตำราพรหมชาติฉบับสมบูรณ์
โดย สำนักพิมพ์อำนาจสาส์น

สิทธิการิยะ ฯ เกจิอาจารย์เจ้าท่านผู้เข้าใจในลักษณะคนทั้งชายและหญิงท่านได้รวมหลักเกณฑ์พยากรณ์เกี่ยวกับลักษณะไฝและปานของคนเราที่มีทั้งให้คุณและให้โทษไว้มีอย่างนี้

(ก) ไฝมีลักษณะเป็นสีดำบ้าง แดงบ้าง นูนออกมาบ้าง แนบเนื้อบ้าง มีทั้งเม็ดโตเม็ดเล็ก อาจจะขึ้นที่ใดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนมากเป็นเครื่องหมายหรือนิมิตในทางดี
มีส่วนเสียต่อเจ้าของน้อยมากที่สุด

(ข) ปานมีลักษณะเป็นผื่นดำบ้าง แดงบ้าง มักมีลักษณะน่ารังเกียจให้โทษมากกว่าให้คุณต่อเจ้าของผู้มี ส่วนดีที่ว่าให้คุณมีน้อยมากแลฯ

1. ถ้ามีไฝขึ้นริมชายผม ไม่ว่าชายหรือหญิง ทายว่าผู้นั้นเป็นคนเจ้าระเบียบ รักและเอาใจใส่ต่อตัวเองดี ชอบสะอาด สนใจตัวเองมาก ไม่สู้จะเอาใจใส่ต่อวงสังคม
2. ชายใดมีไฝที่ขอบผมหน้าผาก หรือบริเวณขอบหน้า ทายว่า ผู้นั้นจะเป็นคนดีมีวาสนา ถ้าไฝนั้นมีลักษณะขาวหม่น หรือสีแดง ทายว่า จะมีความสุขมีทรัพย์สินบริวารมาก
3. หญิงใดมีไฝ ดังกล่าว (2) ทายว่าจะมีความสุข จะได้คู่ครองที่เฉลียวฉลาด มีความสุขในการครองเรือน พร้อมพรั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง ข้าทาสบริวารมากนัก
4. ชายหญิงใด มีไฝที่ขมับขวา เม็ดไฝนูนดี ชายหญิงนั้น ทายว่า เป็นคนกำพร้า หรือเกิดมามิได้อยู่กับบิดามารดาถ้าไฝมีสีแดงปนดำ ทายว่า เมื่อน้อยเลี้ยงยาก
เมื่อโตขึ้นจะเป็นคนดีมีผู้อุปถัมภ์เลี้ยงดู มีเพื่อนฝูงที่ไว้วางใจช่วยเหลือได้จริง ๆ มาก
5. ชายหญิงใด มีไฝที่ขมับซ้าย ทายว่า ชายหญิงนั้นเมื่อน้อยได้รับการเลี้ยงดูดีมาก จนหลงลืมความทุกข์ยากลำบาก เมื่อเติบโตมักจะลำบากหาคนช่วยเหลือได้ยากเหลือเกิน
6. ชายหญิงใด มีไฝที่หน้าผาก ระหว่างคิ้ว ทายว่า ผู้นั้นมักเอาแต่ใจตนเอง หมิ่นแคลนคนอื่น ฉลาด มีไหวพริบทันคน จะตั้งตัวได้ด้วยลำแข็งตนเอง แต่มักจะมีศัตรูมาก
7. ผู้ใด (ชาย-หญิง) มีไฝขึ้นชายผมด้านก้านคอ ทายว่า ผู้นั้นชอบสิ่งที่ละเอียดอ่อน มีระเบียบเรียบร้อย มีนิสัยอ่อนโยน แต่มักขี้อาย ไม่ชอบเปิดเผยตัวเองในวงสังคม
8. ผู้ใดมีไฝที่คิ้วขวา ทายว่า ผู้นั้นเป็นคนมีเสน่ห์รักสวยรักงาม เป็นที่ถูกตาต้องใจของต่างเพศ มีลักษณะเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา เจรจาพาทีไพเราะถูกใจคนทั่วไป
ถ้าไฝนั้นอยู่หัวคิ้ว ทายว่า เป็นคนมีอารมณ์ทางเพศรุนแรง ถ้าไปอยู่ปลายหรือหางคิ้วทายว่า มีนิสัยเหนียมอาย มีนิสัยเหนียมอาย แต่เก็บอารมณ์ไว้มิดชิดดีมาก
9. ผู้ใดมีไฝที่คิ้วซ้าย ทายว่า ผู้นั้นเป็นคนเจ้าอารมณ์ มักมีเหตุทุกข์ใจไม่สบายอารมณ์อยู่เสมอ ๆ เจ้าทุกข์
ถ้าไฝนั้นอยู่หัวคิ้ว ทายว่า ดีมีหัวคิดทางการค้าขาย เป็นนักธุรกิจติดต่อเข้าสังคม เก่งทันคน แต่ถ้าไฝนั้นอยู่หางคิ้ว ทายว่า มีโอกาสร่ำรวยได้มากใช้เงินทองเก่ง ใจกว้าง
ไม่ค่อยมีความรอบคอบ ชอบสมาคมกับคนชั้นต่ำกว่าตน มักฉวยโอกาสกระทำความผิดเสี่ยงต่อการเลี่ยงข้อบทกฎหมาย
10. ผู้ใดมีไฝที่ก้านคอด้านหลัง ทายว่า ผู้นั้นมักเป็นคนอาภัพ หาเวลาเป็นของตัวเองได้ยาก แม้จะมั่งมีเงินทองของใช้บริวาร ก็ไม่ยั่งยืน มักจะเป็นโรคทางระบบสมอง
11. ผู้ใดมีไฝที่ขมับขวา ทายว่า ผู้นั้นจะมีหัวคิดริเริ่มดี ทำกิจการใด ๆ มีแต่ทางก้าวหน้า ร่ำรวย ทำราชการงานหลวงจะเป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา
หรือได้เป็นที่ปรึกษาในวงราชการชั้นสูง แต่ท่านว่ารับอาสาผู้อื่นจนเกินไป โรคภัยมักจะเบียดเบียน คือโรคเกี่ยวกับระบบสมองหรืออัมพาต
12. ผู้ใดมีไฝที่ขมับซ้าย ทายว่า ผู้นั้นเป็นเจ้าความคิดสำหรับคนอื่นเมื่อถึงเวลาตัวเองแก้ปัญหาไม่ตก ทำคุณกับใครเหมือนไฟตกน้ำ มักเป็นคนอาภัพทางการเงิน มีงานทำดี
ก้าวหน้าช้าแต่แน่นอน
13. ผู้ใดมีไฝที่เปลือกตาขวา ทายว่า ผู้นั้นเป็นคนเจ้าเสน่ห์มีกโลบายทางเพศและกามารมณ์สูง รู้จักปรนเปรอและเอาใจเพศตรงข้ามดีมาก ใครสบตาเป็นต้องหลงรัก มีรสนิยมทางเพศสูงมาก
อนึ่ง ท่านว่า เป็นชายมักไม่สมหวังเกี่ยวกับความรัก จะหาความสุขทางครองเรือนได้ยาก เพราะเริ่มต้นดี นาน ๆ ไปจะหาใครแน่นอนด้วยไม่มีเลย ถ้าเป็นหญิงท่านว่าจะประพฤติตัวผิด
คู่ของหญิงอื่น มักมีชายมารับอุปการะไม่เดือดร้อน มักมากทางกามคุณการเงินดี
14. ผู้ใดมีไฝที่เปลือกตาซ้าย ทายว่า ผู้นั้นจะมีลาภทางการเงินและการงานจากเพศตรงข้าม ไว้ไฟทางด้านกามารมณ์ นิสัยปากว่ามือถึง โกรธง่าย หายเร็ว ชอบให้คนอื่นเอาอกเอาใจตน
อนึ่ง ท่านว่า เป็นชายมักไม่เลือกลูกสาวเขาเมียใคร มีรสนิยมทางเพศต่ำ มักชอบสมสู่กับหญิงทุกชั้น ถ้าเป็นหญิง ท่านมักเป็นหม้ายร้างคู่ มีเสน่ห์ทางเพศต่ำ
15. ผู้ใดมีไฝที่หางตาขวา ระหว่างเกือบหรือตรงร่องน้ำ ทายว่า ผู้นั้นมีนิสัยชอบสนุกสนาน ชอบเสี่ยงกับความรัก ๆ ใคร่ ๆ มักจะมีคู่ไม่จีรังยั่งยืนเป็นตัวเป็นตน มีวิถีชีวิตขึ้น ๆ เร็ว ตก ๆ วูบ
เงินทองไม่สู้จะขาดมือ อนึ่ง ท่านว่า เป็นชายมักจะมีแม่หม้ายทรงเครื่องให้ความช่วยเหลืออุปการะ จะสุขกาย สบายใจ แต่ทว่าลำบากใจนัก ถ้าเป็นหญิง ท่านว่า เมื่อน้อยจะสุขสบายใจ
จะลำบากหาที่พึ่งไม่ได้เมื่อวัยชรา ญาติกาวงศาจะทอดทิ้ง ไร้ญาติขาดมิตรที่จริงใจต่อตัวเอง
16. ผู้ใดมีไฝที่สะบักหลังทั้งขวาและซ้าย ทายว่า ผู้นั้นชอบทดลอง มีความสงสัยเกี่ยวกับกามารมณ์อยู่ตลอดเวลา มักมีเสน่ห์ในตัวเอง ไปไหนที่ใดมักมีผู้ให้ความอุปการะ นิสัยชอบ
สนุกสนาน ร่าเริง หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใจคอเป็นกันเองกับคนทั่วไป โดยเฉพาะกับเพศตรงข้าม ตลอดชีวิตมีทั้งดีไม่ดี ระคนปนกัน อนึ่ง ถ้าไฝนั้นขึ้นทางสะบักขวา
ท่านว่าไม่สู้ดี หากอยู่ทางซ้าย ท่านว่านอกจากจะเป็นดังกล่าวแล้ว ยังทำให้ผู้นั้นละนิสัยชั่ว ๆ ได้ เมื่อวัยกลางคนไปแล้ว จะเป็นคนมีสติระมัดระวังตัวเองมากขึ้น
17. ผู้ใดมีไฝที่ใต้ขอบตาขวา ทายว่า ผู้นั้นเป็นคนเจ้าเสน่ห์ เป็นที่หลงใหลของเพศตรงข้าม ตัวเองแม้จะมีใบหน้ายิ้มแย้ม ก็เก็บความระทมทุกข์ไว้มาก มักมีนิสัยเป็นคนขี้บ่น
พูดพล่อยเจ้าอารมณ์ไม่จริงจังกับใคร ๆ จะมีความเหนื่อยหน่ายในชะตาชีวิตเป็นครั้งคราว
18. ผู้ใดมีไฝที่ ขอบตาซ้าย ทายว่าผู้นั้นเป็นคนอารมณ์ดี เปิดเผยเจรจาขวานผ่าซาก ไม่เกรงใจคน มีศัตรูในทางธุรกิจการงานมาก มักประสบอุปสรรคในการประกอบกิจการทั่ว ๆ ไป
มีนิสัยรักหมู่คณะดี แต่การกระทำใด ๆ ดุจเป็นการกระทำที่ปิดทองหลังพระ หาคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจตนยากมาก
19. ผู้ใดมีไฝที่ ดั้งจมูก ทายว่าผู้นั้น นับว่าโชคดี มีวานาชะตาสูง จะพบกับความสุขสบายตลอดชีวิต มีสติปัญญาสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ ๆ จะประกอบธุรกิจการงานใด ๆ มักก้าวหน้า
มีนิสัยรักเกียรติยศชื่อเสียง มีคุณธรรม ประจำใจสูง รักศิลปวิทยาที่ปัญญาชนทั่วไปเขาชอบระดับดี
อนึ่ง ถ้าไฝนั้นมีลักษณะแดง หรืออมชมพู ท่านว่า ยิ่งส่งเสริมฐานะเจ้าตัวให้ปรากฏมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งขึ้น มักเป็นบุคคลที่มองเห็นการณ์ไกล
20. ผู้ใดมีไฝที่ ที่ปลายจมูก ทายว่าผู้นั้นเป็นคนผู้ประสบความสมบูรณ์พูนสุขที่สุขในชีวิต ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจชนิดใด ๆ นับว่าเป็นการก้าวหน้าไปข้างหน้าเสมอ จะมีคู่ครองที่รักกันจริง ๆ
เมื่อวัยเริ่มต้น การครองเรือนมักพบปัญหาและอุปสรรค เพราะมีผู้อิจฉาริษยามาก เข้าวัยกลางคนไปแล้ว จะรุ่งเรืองมั่งมีสุขทุกประการ
21. ผู้ใดมีไฝที่ ข้างจมูกด้านขวา ทายว่าผู้นั้นมีวาสนาดี มีความพากเพียรมานะพยามยามสูงส่ง ประกอบด้วยอุดมคติที่มีระเบียบ สติปัญญาหลักแหลม จะมีวิถีชีวิตที่ราบรื่น
ถ้าไฝเม็ดนี้อยู่ไม่สูงเกินไป ทายว่า จะเป็นขุนพลังเสน่ห์ต่อเจ้าของมากทีเดียว หากไฝดังกล่าวอยู่สูงและห่างจมูกมาทางโหนกแก้มขวา ท่านว่า แทนที่จะให้คุณกลับจะให้โทษ
กล่าวคือ จะทำให้เจ้าของมีความระทมทุกข์ มีจิตใจกังวลในกิจการงานที่คิดว่าทำอยู่ตลอดเวลา เป็นหญิงท่านว่า จะเป็นคนเจ้าน้ำตา
22. ผู้ใดมีไฝที่ ข้างจมูกซ้าย ทายว่าผู้นั้นจะมีโภคทรัพย์หรือได้รับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ มีนิสัยใจคอรักความสงบ มีศีลธรรมประจำใจเสมอ ไม่ชอบเอาเปรียบผู้ใด
จะเป็นคนประสบโชคลาภอยู่เสมอ ๆ แต่ถ้าไฝนั้นอยู่ห่างจากจมูกไม่สู้ดี จะให้ผลตรงกันข้ามทีเดียว
23. ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณแก้วขวา ทายว่าผู้นั้นเป็นคนมีเสน่ห์ใครเห็นใครรักอยากทักทายปราศรัยด้วย มักจะเป็นภัยแก่เจ้าตัวเพราะจะมากคู่หลายชู้
ถ้าเป็นชาย ท่านว่า จะเป็นหม้าย มีเมียหลายคน มักมากในกามารมณ์ มักยากจน เงินทองของใช้ จะต้องพึ่งเมีย ตัวเองจะเหน็ดเหนื่อยต้องใช้กำลังแรงหาเลี้ยงชีพ หากเป็นหญิง ท่านว่า
มักแพ้ตัว ตกเป็นพุ่มหม้ายหลายครั้งไม่ยั่งยืนนาน แต่จะมีทรัพย์สินเงินทองมากเป็นหม้ายก็หม้ายทรงเครื่อง เป็นที่หมายปองของชายทั่วไปชั่วครั้งคราว
24. ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณแก้มซ้าย ทายว่าผู้นั้นเป็นคนมีอำนาจวาสนา ชะตาชีวิตสูงส่งรุ่งเรืองกว่าใคร ๆ ในสกุลเดียวกัน ชอบคบหาสมาคมกับต่างชาติ ต่างภาษา รักความเป็นระเบียบ
เรียบร้อย ปากหวานก้นเปรี้ยวคบใครไม่ได้นาน มักจะเบื่อเขาก่อนเสมอ ๆ มีรสนิยมทางกามารมณ์ขึ้นรุนแรงมาก
ถ้าไฝมีสีแดงหรือชมพู ท่านว่า จะมีความขยันขันแข็ง มานะอดทน ค่อนข้างมีนิสัยเจ้าชู้สักหน่อย ถ้าไฝมีลักษณะเนื้อนูนเด่นมองเห็นชัดเจน มากท่านว่าจะมีความเฉลียวฉลาดไหวพริบ
ทันคนทั่วไป ทำมาค้าขายหรือรับราชการจะก้าวหน้ารวดเร็ว เสียอย่างเดียว คือ มีความรักไม่จีรังยั่งยืน
25. ผู้ใดมีไฝที่ โหนกแก้วขวา ทายว่าผู้นั้นจะมีนิสัยเห็นแก่ตัวมาก มีคู่เงินทองหรือสมบัติ เขามักเอาเปรียบคนโดยหวังร่ำรวยทางทุจริต มักประกอบมิจฉาชีพโดยไม่มีความยั้งคิด
ไฝเม็ดนี้ ท่านว่า เจ้าตัวไม่ควรเอาไว้ ควรทำลายเสียจึงจะดี
26. ผู้ใดมีไฝที่ โหนกแก้วซ้าย ทายว่าผู้นั้นจะมีคนอุปถัมภ์ค้ำชู เกิดที่นี่ไปได้ดีมีหลักฐานที่อื่น ใจกว้างชอบทำบุญให้ทานไม่หวังผลตอบแทน
27. ผู้ใดมีไฝที่ข้างหูขวา ทายว่าผู้นั้นเป็นนักธุรกิจที่ก้าวหน้า มีหูตา มองเห็นการณ์ไกร รู้สภาพบ้านเมืองเรื่องค้าขาย หรือไหวตัวทางเศรษฐกิจทันตลาดโลก หากมีคู่ครองมากคน มีความสุขกายไร้ความสุขใจ
28. ผู้ใดมีไฝที่ ข้างหูซ้าย (ด้านหน้า) ทายว่าผู้นั้นจะเป็นนักธุรกิจที่ก้าวหน้า มีหูตา มองเห็นการณ์ไกล รู้สภาพบ้านเมือง เรื่องค้าขาย หรือไหวตัวทางเศรษฐกิจทันตลาดโลก หากจะมีคู่ครองมากคน มีความสุขกายไร้ความสุขใจ
29. ผู้ใดมีไฝที่ ข้างหูขวา (ด้านหลัง) ทายว่าผู้นั้นมีนิสัยเย่อหยิ่ง จองหอง เชื่อความสามารถตนเองเกินไป มีสติปัญญาจริง แต่มักมีศัตรูมาก
30. ผู้ใดมีไฝที่ข้างหูซ้าย (ด้านหลัง) ทายว่าผู้นั้นเป็นคนหันหลังให้กับสังคม เอาแต่ธุรกิจของตนเองอย่างเดียว มักประสบความร่ำรวยหลายครั้ง ล่มจมหลายหนเช่นเดียวกันเป็น
คนเจ้าอารมณ์หึงหวงเป็นที่หนึ่ง เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่
31. ผู้ใดมีไฝที่ ริมฝีปากบน (ทั้งขวาและซ้าย) ทายว่าผู้นั้น จัดว่าเป็นผู้ประสบโชค วาสนาชะตาสูงมาก จะพบคู่ครองเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ดี เจ้าตัวมักเป็นคนช่างพูด เจ้าคารมคมคาย
เจรจาพาทีดึงดูดจิตใจเพศตรงข้าม ใครเห็นใครรักทักทาย มีเงินมีทองใช้ฟุ่มเฟือยไม่สู้จะมัธยัสถ์
อนึ่ง ท่านว่า ถ้าเป็นชาย มักเจ้าชู้ประตูดิน จิตใจไม่ค่อยซื่อตรงต่อเพศตรงข้าม ง่ายนัก ชอบแต่งตัวเป็นสุภาพบุรุษเสมอ แม้กระเป๋าจะไม่มีเงินเลยก็ตาม ถ้าเป็นหญิง ท่านว่า
เป็นคนมักง่าย ใจร้อน ชอบให้คนเอาใจตัวเอง จะพบชายในขณะเดียวกันหลายคน เป็นนักประชาสัมพันธ์ก้าวหน้าดีมาก
32. ผู้ใดมีไฝที่ ริมฝีปากล่าง (ทั้งซ้ายและขวา) ทายว่าผู้นั้นเสมือนมีบาปเคราะห์ มาเกิดบนเส้นทางชีวิตเป็นชายมักมีสติปัญญาไม่ทันคน นิสัยฉุนเฉียว จู้จี้ โมโหร้าย ไม่มีเหตุผล
เป็นหญิงมักใจง่าย ประสบชะตากรรมที่ไม่สู้จะดี ผู้ใดมีไฝดังกล่าวควรทำลายเสีย จึงจะดี
33. ผู้ใดมีไฝที่ ที่ริมคางขวา ทายว่าผู้นั้นเป็นคน เจ้าอารมณ์คมคาย มีสติปัญญาสามารถหลายอย่าง จะเป็นคนประสบโชคดีในการทำงานเสมอ ๆ จะมีเกียรติยศมีชื่อเสียง มักจะได้เป็น
ที่ปรึกษาข้าราชการงานเมือง หรือที่ปรึกษาทางธุรกิจติดต่อ
34. ผู้ใดมีไฝที่ ริมคางซ้าย ทายว่าผู้นั้นเป็นคนช่างพูด เจรจาพาทีพล่อย ๆ ไม่ค่อยมีเหตุผล รักใครรักจริงหลงงามงาย ทำงานอะไรได้ทุกอย่าง แต่จะเอาดีมีระเบียบไม่ค่อยจะได้
หากว่ามีความมานะอดทนดี ไม่ชอบให้ใครเขามาดูหมิ่นฝีมือ
35. ผู้ใดมีไฝที่ ไหล่ขวา ทายว่าผู้นั้นเป็นคนชอบอาสาเจ้านายดี มีสติปัญญา สามารถมาก แต่ใช้กับคนอื่นเท่านั้น แก้ปัญหาชีวิตตัวเองไม่ได้ ทำราชการงานหลวงก้าวหน้า
ทำงานส่วนตัวไม่เจริญ
36. ผู้ใดมีไฝที่ ไหล่ซ้าย ทายว่าผู้นั้นเป็นคนมีสติปัญญาไหวพริบทันคนทั่วไป ทำงานราชการไม่ดี เพราะตัดสินใจตัวเองไม่ได้ ทำงานส่วนตัวจะก้าวหน้า เพราะมีความพินิจพิเคราะห์
สุขุมรอบคอบทันการณ์ จะมีทรัพย์สินเงินทองของใช้มาก เกี่ยวกับเรื่องความรัก นับว่าเป็นคนมีความสามารถเอาอกเอาใจเพศตรงข้าม (ดีกว่าข้อ 35) จะประสบชีวิตการครองเรือน
37. ผู้ใดมีไฝที่ ใต้คาง ทายว่าผู้นั้นเป็นคนชอบทำอะไรลึก ๆ ลับ ๆ เจ้าเล่ห์ กโลบายมากทีเดียว เป็นสมณะชีพราหมณ์จะเป็นที่เคารพนับถือ มีชื่อเสียงมาก เป็นชายไม่สู้จะดี จะประสบความ
เร่าร้อนในการประกอบอาชีพ เลี้ยงตัวเองมาก หากเป็นหญิงท่านว่า เป็นที่ถูกอกถูกใจสามีมาก เพราะรักสงบมีระเบียบเรียบร้อย พูดแต่น้อยมีความหมายมาก
38. ผู้ใดมีไฝที่คอหอย (ลูกกระเดือก) ทายว่าผู้นั้นจะมีข้าวของเงินทองมาก อาการการกินไม่ขาดบ้านจะเป็นคนเยือกเย็นมีนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ใจกุศล รักงานศิลปะ สิ่งที่ละเอียดประณีต
สติปัญญาอยู่ในระดับปานกลาง จิตใจอารี มีหลักศีลธรรมสูงต่อสังคมทั่วไป แต่มักมีโรคภัยทางหลอมลมเบียดเบียน
39. ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณไหปลาร้าขวา ทายว่าผู้นั้นมีเครื่องหมายทางอัปมงคล ไม่ค่อยประสบโชคทางการครองเรือนครองรักนัก จะต้องเหน็ดเหนื่อยในการทำมาหาเลี้ยงชีพมักจะเป็นคนมี
นิสัยบึกบึนขยันในการทำงาน แต่มักไม่ค่อยพอเก็บเพียงเท่าพอกินเท่านั้นเอง จะมีความสุขเข้าวัยชรา
40. ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณไหปลาร้าซ้าย ทายว่าผู้นั้นเป็นคนเจ้าอารมณ์ มักมากทางกามารมณ์ มีปมด้อยไม่ค่อยจะเชื่อใครง่าย ๆ คารมคมคายให้เพศตรงข้ามเชื่อได้ง่าย เป็นนักคิดนักเขียน
ขายฝันดี ประกอบการค้าขายด้วยตัวเอง ไม่ก้าวหน้า ทำราชการพอประมาณตน สำหรับหญิงดีมากในทุก ๆ ทาง
41. ผู้ใดมีไฝที่กลางสันหลัง ทายว่าผู้นั้นไม่ค่อยจะมีความอดทนต่อการทำอะไร นาน ๆ มักชอบอยู่อย่างสงบสิ่ง ใช้ความคิดความอ่านบนเตียงนอนมากกว่า บุคคลชนิดนี้
มักลำบากแต่วัยเด็ก ๆ พอย่างเข้ากลางคนแล้ว จะเป็นคนมั่งมีเงินทองของใช้เหลือเฟือจะประสบความสุขในการครองเรือน
42. ผู้ใดมีไฝที่ รักแร้ ทายว่าผู้นั้นมักมีความกังวลใจเกี่ยวกับชีวิตในอดีตและปัจจุบัน ที่ตราตรึงให้คิดอยู่เสมอในทางอกุศลนิสัยมักจะเชื่อคนได้ง่าย
ถ้าเป็นชาย ทายว่า จะเป็นคนมีสติปัญญาดี เสียทีเป็นคนอารมณ์ร้อน กามารมณ์รุนแรง ขี้หึง ถ้าเป็นหญิงท่านว่าสติปัญญาไฝ่ต่ำ ไม่รักญาติมิตรของตนเองจะมากคู่หลายผัว
หากขาดการศึกษาจะถึงกับคิดฆ่าตัวเอง
43. ผู้ใดมีไฝที่ หัวไหล่ขวา ทายว่าผู้นั้นเป็นคนมีความคิดริเริ่ม เป็นหัวหน้าคน งานทั่วไปดี ทำราชการจะก้าวหน้าไปรวดเร็ว มักจะอาภัพเกี่ยวกับคู่ครองและการครองเรือน
44. ผู้ใดมีไฝที่ หัวไหล่ซ้าย ทายว่าผู้นั้นทำกิจการอะไรด้วยตนเอง ไม่ค่อยจะก้าวหน้า ถ้ารู้จักใช้คนจะประสบความสำเร็จสมหวัง จะประสบความสำเร็จในการครองเรือน มีบริวารมาก
45. ผู้ใดมีไฝที่ ราวนมขวา ทายว่าผู้นั้น ไม่สู้จะมีความคิดเป็นของตัวเอง มักจะไม่แน่ใจหรือไว้วางใจใครแม้กับตัวเอง ลังเลใจในงานทุกอย่าง ทำงานต้องมีพี่เลี้ยงหรือผู้นำจึงจะ
ก้าวหน้า โอกาสที่จะเป็นหัวหน้าคนนั้นยาก
46. ผู้ใดมีไฝที่ เหนือราวนมซ้าย ทายว่าผู้นั้นจะมีจิตใจมั่นคง เชื่อมั่นในแนวความคิดของตัวเอง จะประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจการงานทุกอย่าง จะได้เดินทางไกล ไปติดต่อกับ
ชาวต่างประเทศ หรือเกิดที่นี่ไปได้ดีมีหลักฐานมั่นคงที่อื่น
47. ผู้ใดมีไฝที่ใต้ราวนมขวา ทายว่าผู้นั้นมีความรู้สึกนึกคิดทางกามารมณ์รุนแรง รักใคร่พอใจในท่าทีต่าง ๆ ของเพศตรงข้ามมักมากชู้หลายคู่ครอง
48. ผู้ใดมีไฝที่ ใต้ราวนมซ้าย ทายว่าผู้นั้นจะประสบความสำเร็จในการครองเรือน จะมีคู่ที่มีรสนิยมต้องใจมาก ดำเนินกิจการใด ๆ ก็จะก้าวหน้า มีทรัพย์สมบัติบริวารมาก
49. ผู้ใดมีไฝที่ ตรงกลางระหว่างราวนม ทายว่าผู้นั้นเป็นคนอาภัพญาติพี่น้อง หรือทายว่า จะเป็นคนกำพร้ามาแต่เยาว์วัย เมื่อเข้าวัยหนุ่มสาวจะมีความสุขในการครองเรือน วัยชราจะ
มีข้าทาสบริวารลูกหลานมาก
50. ผู้ใดมีไฝที่ กลางสันหลัง จริง ๆ ทายว่าผู้นั้นเสมือนมีตราบาปประทับอยู่บนเส้นทางชีวิต ท่านวาไม่ควรเอาไว้ให้เร่งเอาออกเสีย
51. ผู้ใดมีไฝที่ กลางหลังซีกด้านขวา ทายว่าผู้นั้นจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักธุรกิจ การค้า ให้ระวังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากปอด
52. ผู้ใดมีไฝที่ กลางหลังซีกด้านซ้าย ทายว่าผู้นั้นจะทำอะไรมักจะนั่งคอยเอาได้เลย มีผลสำเร็จมากกว่าพลาดหวัง
53. ผู้ใดมีไฝที่ หน้าท้องส่วนบน ทายว่าผู้นั้นเป็นคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่กิน มักจะมีร่างใหญ่ท้องพลุ้ย ยิ่งอาภัพหนัก ถ้ามีร่างกายผอมบางถึงจะดี แต่ท่านให้เร่งระวังบริวาร จะคิดไม่ซื่อ
จะแพ้คู่ครอง ทางโรคภัยไข้เจ็บ เกี่ยวกับลำไส้และบริเวณท้อง
54. ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณท้องน้อย ทายว่าผู้นั้นจะมีความรู้สึกทางเพศลึกซึ้ง เอาใจต่างเพศในเรื่องกามกิจดีถูกใจมาก ถ้าเป็นชายจะประสบความสำเร็จในการเป็นหัวหน้าคุมซ่อง
หากเป็นหญิงจะต้องเป็นทาสชายชู้ไปตลอดวัยกลางคนจะเข้าเกณฑ์ดีมีความสบายเมื่อวัยชรา
55. ผู้ใดมีไฝที่ สะบักหรือชายโครงด้านขวา ทายว่าผู้นั้น จะประสบความก้าวหน้าในเรื่องการเป็นนายหน้า หรือนักประชาสัมพันธ์ จะมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ
56. ผู้ใดมีไฝที่ สบักหรือชายโครงด้านซ้าย ทายว่าผู้นั้นเป็นคนเด่นมีชื่อเสียงในวงสังคม จะประสบความสำเร็จในธุรกิจติดต่อการค้ากับชาวต่างประเทศมีรสนิยมทางเพศสูง รุนแรง
57. ผู้ใดมีไฝที่ เอวด้านหลัง ทายว่าผู้นั้นเป็นคน เก็บความลับได้ดีมาก และมักไม่ชอบให้ใครละเมิดสิทธิส่วนตัวของตัว มีความรู้สึกทางเพศนิ่มนวล
58. ผู้ใดมีไฝที่ รอบสะเอาด้านหน้า ทายว่าผู้นั้นมีความรู้สึกทางเพศนิ่มนวลเป็น 2 เท่า ของคนทั่วไป รักใครจริงจัง ปากว่ามือถึง บทบาทเข้าพระเข้านางเป็นเลิศ
59. ผู้ใดมีไฝที่ ที่ก้นกบ ทายว่าผู้นั้นมักหมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ รสนิยมทางเพศ รุนแรงมาก ไม่ค่อยรู้จักอิ่มในการประกอบกามกิจ
ท่านว่า ถ้าเป็นชายจะประสบความสำเร็จในทางเป็นนักการพนันนักเลงผู้หญิงไม่จริงใจกับใคร ๆ เท่าใดนัก หากเป็นหญิง ท่านว่าเป็นคนที่มัวเมาในรสนิยมเก่า ๆ หัวโบราณ
60. ผู้ใดมีไฝที่เนินสวรรค์หญิง หรือโคนของลับ (ชาย) ทายว่าผู้นั้นมีความต้องการความอ่อนโยนละมุนละไมในรสนิยมทางเพศ พิถีพิถันในการงานและหื่นกระหายในความรักมากที่สุด
มักประทับใจเพศตรงข้ามที่บึกบึนหรือเอาบางร่างน้อย
61. ผู้ใดมีไฝที่ ข้อศอกขวา ทายว่าผู้นั้นชอบอาสาเจ้านาย มักไม่อยู่นิ่ง ทำงานเอาเป็นเอาตาย ผลที่ตอบแทนน้อยแต่ใจชอบ มักประสบความเลวร้ายในการครองรักครองเรือน
62. ผู้ใดมีไฝที่ ข้อศอกซ้าย ทายว่าผู้นั้นเป็นคนเฉื่อยชาในการงาน ไม่ชอบเป็นหัวหน้าใคร มักตามใจคนอื่นเขาว่าอะไรตามใจทั้งสิ้น มักไม่เป็นตัวของตัวเอง
ถ้าเป็นชาย ท่านว่า มักเกรงใจคน มีเมียรักเกรงกลัวเมีย หากเป็นหญิงมักหึงหวง อิจฉาริษยา เกรงว่าผัวตนจะไปชอบพอกับหญิงอื่น
63. ผู้ใดมีไฝที่ ข้อมือขวา ทายว่าผู้นั้นเป็นคน ประสบความสำเร็จในการเป็นนักประพันธ์ ปากกาทอง หรือไม่จะเป็นนักรักผู้ยิ่งใหญ่ นักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก
64. ผู้ใดมีไฝที่ ข้อมือซ้าย ทายว่าผู้นั้นมักมีนิสัยซื่อตรงต่อเวลา เจรจาพาทีมักใจอย่างหนึ่งปากอย่างหนึ่’แต่รักพวกพ้องพี่น้องตัวเอง
65. ผู้ใดมีไฝที่ ตะโพกขวา ทายว่าผู้นั้นมักจะเป็นคนตายด้านจากกามารมณ์ รังเกียจสังคม และไม่ยอมเข้าใจใคร ๆ ที่ร่วมงานกับตน มีความเห็นแก่ตัวมาก เข้ากับญาติพี่น้องไม่ค่อยได้
66. ผู้ใดมีไฝที่ ตะโพกซ้าย ทายว่าผู้นั้นท่าทางเป็นกันเองกับทุก ๆ คน แต่ต่างเพศ มักคิดว่าเป็นคนใจง่าย แท้ที่จริงเป็นคนเลือกคน ไม่ใช่คนที่ใคร ๆ จะชักพาให้หลงคารมหรือ
รักได้ง่าย ๆ เลย
อนึ่ง ถ้าไฝต่ำลงไปทางก้นย้อยไม่ว่าขวาหรือซ้าย ท่านว่า มีความรู้สึกทางเพศเร็ว ภายนอกรู้สึกเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัว แท้ที่จริงลับตากลับเป็นไวไฟที่สุด
67. ผู้ใดมีไฝที่ แคมขวา (หญิง) ทายว่า มีเสน่ห์ ไฟฟ้าแรงสูง หื่นกระหายในกามารมณ์มาก จะผูกมัดใจต่างเพศได้ดีมาก ความรักจะทำให้รู้สึกชื่นบานสำราญใจ มักมีชายในดวงใจมากคน
68. ผู้ใดมีไฝที่ ที่แคบซ้าย (หญิง) ทายว่า จะเป็นหญิงมีอิทธิพลต่อต่างเพศมากที่สุด พูดอะไรไม่มีชายกล้าหึงกับตนได้เลย มักเป็นคนมีนิสัยขี้บ่น ชอบยั่วใจชายในทางวาจาแบบทีเล่นทีจริง
69. ผู้ใดมีไฝที่ ตรงของลับ (ชาย) หรือปลายเนินสวรรค์หรือติดริมแคม (หญิง) ทายว่าผู้นั้นจะพบหรือมีประสบการณ์ทางเพศมาก ชอบศึกษาหาความรู้ ชอบทดลอง
มักชอบชู้มากกว่าเมียหรือผัวของตัวเอง เป็นชายมักชอบใจแม่หม้าย เป็นหญิงมักชอบเป็นเมียลับ เมียเก็บของชาย
70. ผู้ใดมีไฝที่ ท้องแขนขวา ทายว่าผู้นั้นเป็นคน มีอำนาจวาสนา จะมีความผาสุกในชีวิต จะพบคู่ครองที่มีความจงรักภักดี มักมีนิสัยเป็นคนมีธรรมประจำใจ สุภาพต่อคนทุกชั้น
71. ผู้ใดมีไฝที่ ท้องแขนซ้าย ทายว่าผู้นั้นจะมีความขยันหมั่นเพียร ชอบแสวงหาความรู้วิทยาการใหม่ ๆ อยู่เสมอ ท่านว่า มักจะได้รับมรดกจากบิดามารดา
72. ผู้ใดมีไฝที่ หลังมือขวา ทายว่าผู้นั้นจะประสบความสำเร็จในการสร้างตัวเอง มีลาภยศ ความสุขพร้อมมูลมากับเวลาเกิดเลยทีเดียว
73. ผู้ใดมีไฝที่ หลังมือซ้าย ทายว่าผู้นั้นมักจะอาภัพคนที่เอาใจช่วยเหลือ ควรจะถือคติที่ว่า ช่วยตัวเองก่อนแล้วพระเจ้าจะช่วยท่าน หรือคติทางพุทธศาสนาข้อที่ว่า
ตนเป็นที่พึ่งของตนเป็นดีที่สุด
74. ผู้ใดมีไฝที่ กลางฝ่ามือ (ทั้งซ้าย – ขวา) ทายว่าผู้นั้นเป็นคนประสบความสำเร็จทุก ๆ อย่างจะประสบทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน เงินทอง ข้าทาสบริวาร สติปัญญา
รอบครอบทันคนทั่วไป
75. ผู้ใดมีไฝที่ บริเวณขาอ่อนไม่ว่าด้านหน้าหรือด้านหลัง ทายว่าผู้นั้นปิดความลับไว้ไม่ค่อยอยู่ ชอบเจรจาขวานผ่าซากโกหกใครเดี๋ยวก็ถูกเขาจับได้ ชอบสนุกเฮฮา เข้ากับคนได้ทุกชั้น
เกิดที่นี่มักไปอยู่ที่อื่น ชอบท่องเที่ยว ไม่มีทิศทางที่แน่นอน|ตำรับทำนายไฝ|